RSS

จุดเปลี่ยนเทรนด์ สื่อสารการตลาดปี 2013

marketing promotions

โลกปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สินค้ามีอายุขัยสั้นลง คนมีความอดทนน้อยลง เทคโนโลยีทำให้ข้อมูลข่าวสารนั้นถูกแลกเปลี่ยนกันไปมาจนสับสนว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือดราม่า การสื่อสารการตลาดในยุคนี้จึงมีความท้าทายมากขึ้น โฆษณาถูกลดบทบาทลงไป เพราะคนเชื่อแหล่งข่าวที่มาจากเพื่อนฝูงซะมากกว่า การสื่อสารการตลาดในยุคนี้จึงเป็นแบบฟิวชั่น เน้นการดัดแปลงให้อร่อยถูกปากคนสมัยใหม่ (อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่บล็อก www.somchartlee.com บ้านใหม่ของที่นี่มีเรื่องเล่านะครับ)

 
Leave a comment

Posted by on April 25, 2013 in Uncategorized

 

Tags:

ขึ้นบ้านใหม่ ณ วันตรุษจีน

ถึงแฟนๆ ผู้ติดตามผลงานการเขียนบทความของผม ขณะนี้ได้เวลาอันเป็นมหามงคลฤกษ์ในการประกาศย้ายบ้านจาก https://somchartlee.wordpress.com ไปอยู่ที่ http://www.somchartlee.com บ้านหลังนี้ ทาสีใหม่ ติดวอลเปเปอร์ใหม่ รวมถึงการจัดห้องเป็นหมวดหมู่สำหรับคอการตลาด (Marketing) นักชิม (Eating) นักเดินทาง (Traveling) นักใช้ชีวิต (Living) ห้องของผู้สนับสนุน (Sponsored) รวมถึงมุมเอกเขนกที่หาพวกไม่ได้ (ETC) ขอให้ท่านทำตัวตามสบายเสมือนว่าเป็นบ้านของท่านเอง แต่ถ้าไหนๆ ตั้งใจจะแวะมาบ่อยๆ ก็ช่วยกรอกข้อมูลอีเมล์ไว้ในสมุด Guest Book ให้หน่อย จะได้ไม่พลาดเมื่อมีเรื่องราวดีๆ จะบอกต่อ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการต้อนรับนักเขียนพุงกลม ฝีปากคมแต่จิตใจดี๊ดี อย่าลืมกดกริ่งทักทายเมื่อพบเจอกันในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook, Instagram ฯลฯ

ปล.บทความต่างๆ ที่เคยลงไว้ที่บ้านเดิมจะยังคงอยู่ที่เดิม จะมีบ้างที่ยังอาลัยในบางบท จึงขอหยิบติดไม้ติดมือตามไปด้วย

ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า จะตั้งใจปฏิบัติภาระกิจในการแบ่งปันเรื่องราวด้วยสติปัญญาและความสามารถที่ข้าพเจ้ามี หากมีข้อติชมใดๆ วานบอกกล่าว ข้าพเจ้าขอรับคำชี้แนะเพื่อนำไปปรับปรุงด้วยความซาบซึ้ง

คงไม่มีรางวัลใดที่มีคุณค่ามากไปกว่าการได้รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงมุ่งมั่นเขียนเรื่องราวบอกเล่าเก้าร้อยต่อไปไม่มีวันเบื่อ

ด้วยรักและ Miss U เสมอ…..ไช้ (สมชาติ)

Screen shot 2013-02-10 at 8.25.23 PM

 
Leave a comment

Posted by on February 10, 2013 in Uncategorized

 

Tags: , ,

เส้นทางสายไหมบนถนนนิมมาน

ผมเป็นคนที่เดินทางไปเชียงใหม่บ่อยมาก ถ้าเป็นแต่ก่อนคงอยากหาที่พักแถวถนนช้างคลานใกล้ไนท์บาร์ซ่าร์ มาเดี๋ยวนี้ความเจริญมาย้ายมาอยู่ที่ถนนนิมมานเหมินทร์แล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็จะเลือกที่พักในย่านนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ เว้นแต่ต้องไปทำธุระชานเมือง หรือนอกเมือง เช่นหางดง แม่ริม แม่แจ่ม อะไรประมาณนี้

profile pictureหาที่พักในเชียงใหม่จะว่ายากก็ยาก (สถานที่ถูกใจแต่ราคาอาจไม่ถูกใจโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว) จะว่าง่ายก็ง่าย (มีที่พักให้เลือกทุกระดับประดับใจ ถ้าเปลี่ยนมาเที่ยวช่วงนอกเทศกาลหรือช่วงวันธรรมดา รับรองว่าหาไม่ยาก)

เมื่อปีที่แล้วผมมีโอกาสกลับไปเชียงใหม่อยู่หลายครั้ง แล้วก็ได้ค้นพบความเก๋ของโรงแรมนึงซึ่งตั้งอยู่บนถนนนิมมาน จากการค้นหาโรงแรมใน Agoda ที่มีโรงแรมให้เลือกประมาณ 500 กว่าๆ Nimman Mai Design Hotel (นิมมาน ไหม ดีไซน์ โฮเต็ล) เป็นโรงแรมเปิดใหม่ ตั้งอยู่ในซอยสุขเกษม เดินออกมาหน้าปากซอยจะเจอร้านกาแฟชื่อดัง Ristr8to โรงแรมส่วนใหญ่จะแบ่งเกรดของห้องพักตามขนาดและความหรูจาก Standard, Superior, Deluxe และ Suite แต่โรงแรมนี้มีมากกว่านั้นเพราะเขาแบ่งตามอารมณ์และรสนิยมการตกแต่งห้องเป็นถึง 7 ธีม ด้วยความสนใจที่มาและแรงบันดาลใจของที่มาในแต่ละห้อง ผมเลยย่องไปเก็บภาพและเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง

ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการเที่ยว เมืองน่าน ลำปาง และสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแหล่ง

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

สุนทรียะแห่งการพักผ่อน

Theme แรกเรียกว่า Silk Cocoon (The concept of Cozy, the feeling of metamorphose that occurred before the caterpillar becomes a butterfly) ออกแบบเหมือนรังไหม ทำด้วยไม้ตกแต่งผนังคลุมเตียงนอนซึ่งตั้งอยู่บนพื้น ผมชอบห้องนี้มากที่สุด เพราะมันต้องบิวด์อินรอบเตียง การได้นอนอยู่บนฟูกมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างดี การเลือกโคมไฟ และโซฟามันดูเข้ากันดี

Silk Cocoon ห้องนอนดักแด้ (ภาพจากโรงแรม)

Silk Cocoon ห้องนอนดักแด้ (ภาพจากโรงแรม)

Theme ที่สองเรียกว่า Vintage Europe (The concept of Classic, that occurred as timeliness feeling of romance in colonial times) ห้องนี้ออกแบบตกแต่งให้ดูโรแมนติคสไตล์ฝรั่ง ผู้ใหญ่น่าจะชอบแนวนี้นะเพราะดูขรึมดี

Vintage Europe หรูหราโรแมนติค (ภาพจากโรงแรม)

Vintage Europe หรูหราโรแมนติค (ภาพจากโรงแรม)

Theme ที่สามมีชื่อว่า Gold China (The Concept of Emperor of China that occurred as the legend of China) ประมาณบรรลังก์จักรพรรดิ์ จริงๆ แล้วก็มีความโมเดิร์นใส่เข้าไปเยอะ จะมีเก้าอี้และตู้สีแดงที่ช่วยขับความเป็นจีนออกมาได้นิดหน่อย ขาด Prop ที่ทำให้ดูจีนจ๋ากว่านี้

Gold China บรรลังก์จักรพรรดิ์แบบจีนๆ (ภาพจากโรงแรม)

Gold China บรรลังก์จักรพรรดิ์แบบจีนๆ (ภาพจากโรงแรม)

Theme ที่สี่เรียกว่า Jewel Morocco (The concept of Excitement that occurred as the most exotic treasure) ห้องนี้พอแต่งขึ้นมาจริงๆ ผมว่ามันดูสว่างโล่งไปนิดนึง ถ้าทำสีให้ฉูดฉาดกว่านี้ มีภาพแขวนผนังอาจช่วยทำให้ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น

Jewel Morroco สว่างไสว ขาวโพลน ตื่นตาตื่นใจ (ภาพจากโรงแรม)

Jewel Morroco สว่างไสว ขาวโพลน ตื่นตาตื่นใจ (ภาพจากโรงแรม)

Theme ที่ห้าจะออกแนวเซนชื่อว่า Zen Japan (The concept of the land of rising sun, that occurred to create the fastinating way of people, talent, life & tradition) เป็นห้องแนวเซนคือเน้นความเรียบง่ายและนิ่งสงบไม่ฉูดฉาด ห้องสไตล์นี้จะคงความคลาสิกและอยู่ได้นานกว่าห้องสไตล์อื่น

Zen สงบนิ่งสไตล์เซน (ภาพจากโรงแรม)

Zen สงบนิ่งสไตล์เซน (ภาพจากโรงแรม)

Theme ที่หกมีชื่อว่า Tribe Lanna (The concept of Serene, that occurred as magnificent heritage of Chiangmai’s way of life) ห้องนี้ก็จะออกสไตล์เหนือหน่อย เพราะมีการใช้ไม้สาน วัสดุและศิลปะของล้านนาเข้ามาประกอบการตกแต่งภายในห้อง แต่ต้องระวังเรื่องมอดและการบำรุงรักษานิดหน่อย

Lanna Style ศิลปะสไตล์ล้านนา (ภาพจากโรงแรม)

Lanna Style ศิลปะสไตล์ล้านนา (ภาพจากโรงแรม)

Theme สุดท้ายคือ Thai Rattanakosin (The concept of Heaven that occurred as Thai murals of Nang Mekkala, a Goddess of Lightning) ห้องนี้แต่งขึ้นมาแล้วยังดูไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ จะมีแค่ฝาผนังที่พยายามตกแต่งให้ดูเหมือนคุ้มเจ้า ถ้าใช้สีไม้ เฟอร์นิเจอร์ และแบบผ้าม่านจะดูลงตัวกว่านี้

Thai Rattanakosin งามแบบไทยโบราณในวรรณคดี (ภาพจากโรงแรม)

Thai Rattanakosin งามแบบไทยโบราณในวรรณคดี (ภาพจากโรงแรม)

คุณค่าที่คุณเลือกได้

โชคดีที่ผมมีโอกาสเข้าพักตั้งแต่โรงแรมเปิดใหม่ๆ ราคาต่อคืนตกประมาณ 1,200-1,500 บาท ตอนนี้เสิร์ชใน Agoda ราคารู้สึกจะขยับขึ้นมาเป็น 2,000-2,500 ต่อคืนแล้ว (มีคนเข้าไปรีวิวเกิน 400 แล้ว คะแนนอยู่ในระดับ 8/10 เข้าไปอ่านรายละเอียดและรีวิวจากคนที่เคยไปพักได้ที่นี่ครับ) ถ้าจะให้ชมโรงแรมนี้ผมคิดว่าเขาตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่า เพราะเทียบกับเงินที่เสียไป กับความรู้สึกแปลกใหม่ในการพักผ่อนอยู่ในธีมห้องที่สวยงาม แถมฟูกและผ้าปูที่นอนยังนุ่มสบายกว่าทุกที่ๆ เคยพักมา, มี iPad ตั้งให้ใช้บริการที่ Lobby หรือจะขอรหัส wifi ไปใช้ที่ห้องพักก็ได้ไม่คิดเงิน, แหล่งที่ตั้งก็สุดยอดมาก เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกดี แต่สิ่งที่ยังต้องปรับปรุงคือ มาตรฐานการบริการที่สามารถพัฒนาให้ดูสากลขึ้นได้อีกตั้งแต่พนักงานต้อนรับ พนักงานในห้องอาหารและแม่บ้าน, ห้องนอนสวยแต่ห้องน้ำและข้าวของเครื่องใช้ในห้องน้ำยังดูดร็อปไปนิดนึง, ส่วนอาหารเช้าที่โรงแรมก็ดูธรรมดาเกินไป

จากโรงแรมที่เคยไปพักในย่านเดียวกัน ผมขอแนะนำเพิ่มอีก 2 โรงแรม

  • At pingnakorn Hotel (โรงแรมบ้านพิงค์นคร) เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์เรื่องความสะอาด ราคา ไม่เน้นสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะอาหารเช้าที่กิ๊บเก๋กว่าใคร อร่อยมาก คอนเฟิร์ม
  • Kantary Hills (โรงแรมแคนทารี ฮิลล์) เป็นโรงแรมแนว Executive Apartment ตอบโจทย์เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ในห้องนอนมีทั้งครัว เครื่องซักผ้า และไมโครเวฟ มีสระว่ายน้ำ ยิม ซาวน่า เลาน์จ ส่วนอาหารเช้าก็ครบเซ็ตมาก ที่ต่างจากที่อื่นคือเขามีเมนูอาหารญี่ปุ่นด้วย อีกหนึ่งข้อดีคือมันอยู่ใกล้ Warm Up มากๆ

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

บทความน่าสนใจ

มาเชียงใหม่ทั้งที ต้องกิน เที่ยวให้ครบสูตร ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับแหล่งเที่ยวและกินรอบๆ เชียงใหม่ สามารถตามไปอ่านย้อนหลังได้เลยครับ

 
Leave a comment

Posted by on January 18, 2013 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , ,

คุณครูครับ ผมมีเรื่องจะบอกคุณครูครับ

คุณครูครับผมมีเรื่องบอกคุณครูครับ “สมมุติว่าวันนั้นคุณครูไม่สอนไม่สั่ง และผมไม่ตั้งใจเรียน ผมคงไม่สามารถก้าวมาไกลได้ถึงขนาดนี้” ผมขอขอบคุณคุณครูทุกคนนะครับ แม้ชื่อของครูทุกท่านจะไม่ได้ปรากฎอยู่ในที่นี้ แต่ขอให้ครูรู้ไว้ว่าคุณครูไม่ใช่แค่เรือจ้างเหมือนที่ใครๆ เขาพูดกัน คุณครูเป็นมากกว่านั้น…และที่สำคัญคุณครูจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม

ใครจะไปรู้ว่ายังมีบุคคลสำคัญอีกหลายคน (นอกเหนือจากพ่อและแม่) ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต หากความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผมเชื่อว่าบุคคลเบื้องหลังจะต้องมีคุณครูที่เคารพรักอยู่แน่นอน

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

แววครูดูออก

ในวัยเด็กนอกจากจะบ้าพลังชอบเล่นเป็นมนุษย์ไฟฟ้า แต่งตัวเป็นพระเอกในหนังจีนกำลังภายในและหนังจักรๆ วงศ์ๆ แล้ว ผมยังชอบร้องเต้นเลียนแบบนักร้อง และก็ชอบทำตัวเป็นคุณครูประจำชั้นตอนอยู่บ้าน จำได้ว่าสมัยวัยประถมผมจะไปซื้อชอล์กหลายๆ สีนำมาเขียนบนแผ่นยิปซั่มข้างฝาบ้านจำลองเป็นกระดานดำ โชคดีที่ผนังชั้นสองด้านนอกเป็นบริเวณที่เก็บอะไหล่และเศษผ้ากองโต ไม่ใช่ห้องนอนของใคร ไม่งั้นมีหวังถูกตีเพราะเล่นยึดพื้นที่ละเลงเขียนตัวหนังสือจนเต็มพื้นผนัง แม้จะไม่มีนักเรียนสักชีวิตนั่งอยู่จริง แต่ผมก็สนุกกับการใช้จินตนาการสอนวิชาศิลปะและภาษาไทย ไม่รู้ด้วยเหตุนี้รึเปล่า เลยเป็นคนชอบสอนหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ถึงแม้จะไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหลัก แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นนักเรียน นักศึกษา นั่งพยักหน้า ดวงตามีประกายส่งสัญญาณอนุมัติว่า “เออเอ็งเอาข้าอยู่”

ชมครูออกสื่อ

เนื่องในวันครูผมขอใช้พื้นที่นี้กล่าวขอบคุณคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผมในวันนี้ครับ

เริ่มจากการขอบคุณมิสเสาวลักษณ์ อาจารย์ใหญ่สมัยประถมโรงเรียนสมรรถภาพวิทยา ที่คอยปกป้องและถือหางตอนที่ผมยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ไม่มีความมั่นใจ เกือบถูกครูมิจฉาชีพใส่ร้ายป้ายสีจนเกือบจะเสียเพื่อนทั้งห้องไป ถ้าไม่มีวันนั้นผมอาจต้องย้ายโรงเรียนหรือไม่ก็กลัวจนไม่ยอมไปเรียนหนังสืออีกเลย

ขอบคุณครูหมวดภาษาอังกฤษทุกคน ที่โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ที่คอยเป็นกำลังใจ ชื่นชม จนผมค้นพบว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ในการใช้ภาษาอังกฤษ และนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้ผมเบนเข็มมาเรียนในโรงเรียนเครืออัสสัมฯ ที่ๆทำให้เด็กบ้านน้อออกบ้านนอกอย่างผมได้เปิดหูเปิดตากับเขาบ้าง คุณครูรู้มั๊ยครับว่าโรงเรียนของเรา (ชื่อที่แสนจะแปลกและยืดยาว) ทำให้ผมได้เป็นกัปตันห้องโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย และนี่คือครั้งแรกที่ผมได้รับบทผู้นำแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

ขอบคุณมาสเตอร์แอนโทนี่ คุณครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ (ACC) ที่คอยสอนเทคนิคการพูดในที่ชุมชน (Public Speaking) ให้ สอนผมตั้งแต่ยังต้องท่องจำบทความยาว 3 หน้ากระดาษจนสามารถสนทนาเป็นภาษาอังกฤษกับเขารู้เรื่อง ขอบคุณเป็นอย่างสูงกับรางวัลชิ้นแรกที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต นั่นคือการได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งจากการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษ จัดโดย Young Speakers Club ซึ่งในเวทีนั้นต้องแข่งกับเพื่อนต่างสถาบันตั้งมากมายไม่ว่าจะเป็น Saint Joseph, Saint John, Holy, YWCA ฯลฯ ถ้าใครถามผมว่าผมได้ภาษามาจากใคร ผมตอบได้ทันทีว่ามาจากมาสเตอร์แอนโทนี่คนนี้ครับ You are the Greatest teacher.

ขอบคุณอาจารย์เกลน ผู้หยิบยื่นโอกาสและคำแนะนำที่ดีๆให้ตอนสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) สำหรับผมอาจารย์คือ John Keating ในหนังเรื่อง Dead Poet Society เพราะอาจารย์ไม่ได้สอนแค่ให้ผมมีความรู้ติดตัว แต่อาจารย์สอนให้ผมมีจินตนาการและความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างสุดความสามารถ ผมภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยมีส่วนร่วมในการก่อตั้งชมรม ABAC Arcadia ชมรมที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะความสามารถทางด้านศิลปะและภาษาของนักศึกษา แม้ว่าวันนี้ชื่อของชมรมจะหายสาบสูญไปแล้ว แต่ประสบการณ์ที่ได้รับมันมีค่ามากมายมหาศาล ทำให้ผมพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ กล้าที่จะคิด กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ภูมิใจสุดๆ ตอนที่ได้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนในการเข้าร่วมประชุมนานาชาติ (Asian Student Conference), และอีกครั้งตอนเข้าประกวด Nation Junior Contest ในปีแรกร่วมกันเพื่อนอีก 2 คน จากเรียงความนับหมื่นฉบับ เราได้ถูกคัดเลือกให้เข้าสัมภาษณ์กับคุณ Andrew Biggs และผู้บริหารของ The Nation จนกระทั่งเข้ารอบสุดท้าย แม้จะไม่ชนะเลิศ แต่เราก็ชนะใจคนดูทั้งฮอลล์ในการแข่งโต้วาทีเป็นภาษาอังกฤษ ทุกรางวัลที่ได้รับตอนอยู่เอแบค อาจารย์เกลนจะเป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นทุกครั้ง ขอบคุณอาจารย์จริงๆ You are my Hero

ขอบคุณ Sharon Oliver, Director of Graduate Admission Officer ที่ Bentley College ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ตอนที่ประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤตด้านการเงินในปี 2540 การสัมภาษณ์ครั้งนั้นทำให้ผมได้ทุนเรียนฟรีจากมหาวิทยาลัยด้วยการเป็นผู้ช่วยงานวิจัยให้กับศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง (Graduate Assistantship) แถมยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้าหอของ Graduate Dorms ด้วย (Resident Assistantship) ปีนั้นถือว่าเป็นปีที่โชคดีที่สุดเลยก็ว่าได้ Sharon, I owe you a Big Time.

ยังมีคุณครูอีกตั้งหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อในที่นี้ ผมขอส่งความปรารถนาดีนี้ให้คุณครูทุกคนรวมถึงคนทุกคนที่เป็นครู ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทองที่ท่านปิดหลังพระแม้จะเป็นเพียงแค่แผ่นทองคำเปลว แต่มันอาจชุบชีวิตคนเลวให้กลายเป็นดี คนไม่เอาไหนให้เป็นคนเอาถ่าน คนไม่ได้การให้กลายเป็นคนมีประโยชน์ของแผ่นดิน

ผมขอมอบเพลง You Raise Me Up ปิดท้ายแทนคำขอบคุณ ผมเคยใช้เพลงนี้ตอนปิดท้ายคอร์สตอนที่ยังสอนอยู่ที่ MUIC (Mahidol University International College) ขอนำมาเปิดอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพต่อคุณครูทุกคน ที่ทำให้ชีวิตของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา

 
Leave a comment

Posted by on January 16, 2013 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

อนาคตของชาติ

เพิ่งผ่านวันเด็กมาหมาดๆ เห็นหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างมีนัย ผมเลยขอใช้บล็อกนี้เป็นกระดานชนวนบอกเล่าเก้าสิบความรู้สึกปลื้มใจปนความเป็นห่วงต่ออนาคตของชาติ วันข้างหน้าจะเป็นเช่นไรให้ดูที่ความคิดของเด็กในวันนี้

ยุคสมัยเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก เด็กสมัยนี้และเด็กสมัยก่อนใช้ชีวิตต่างกันโดยสิ้นเชิง เราคงไม่ต้องมานั่งเปรียบเทียบว่าใครโชคดีกว่าใคร ใครได้มากกว่าใคร และใครมีความสุขกว่ากัน สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือเด็กวันนี้เขาคิดอะไร อะไรทำให้เขาคิดอย่างนั้น และจะมีทางไหนที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะช่วยกันวางรากฐานความคิดเพื่อให้เขาพร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ

จากผลการสำรวจเกี่ยวกับ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” จัดทำขึ้นโดยกลุ่มบริษัทอเด็กโคประเทศไทยพบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่โตขึ้นอยากเป็นแพทย์ รองลงมาเป็นวิศวกร ตำรวจ นักธุรกิจ และครู

Adecco-Thailand-Children-Dream-Survey-2013

จากผลสำรวจชิ้นนี้ มีข้อสังเกตหนึ่งเกิดขึ้นคือ “เด็กไทยใฝ่ฝันอยากเป็นคุณหมอ” อาชีพนี้ติดอันดับหนึ่งมา 4 ปีซ้อนแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าอยากช่วยเหลือคน ช่วยรักษาคนไข้ และดูแลคนใกล้ตัว ฟังดูแล้วน่าปลื้มใจแทน ในขณะที่อาชีพครูนั้นตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 5 ส่วนอาชีพทนายความและและพ่อครัวที่เคยติดโผในปีที่แล้ว กลับมีอาชีพวิศวกร ตำรวจและนักธุรกิจเบียดขึ้นมาแทนที่

ไม่ว่าเด็กๆ จะมีอาชีพอะไรก็ตามแต่ ขอให้มีความตั้งใจจริงในการประกอบสัมมาชีพด้วยความสุจริต อดทน และรู้จักอุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวมบ้าง แค่นี้ก็คงทำให้ผู้ใหญ่เบาใจไปได้หลายเปราะ

เชื่อหรือไม่ว่าเด็กสมัยนี้เขามีความคิด ความอ่าน เป็นตัวของตัวเองมาก ถ้าเติบโตอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น เขาสามารถแสดงความคิดเห็นที่มีหลักการจนบางครั้งผู้ใหญ่ต้องอายเลยทีเดียว แต่ถ้าเขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เขาอาจกลายเป็นเด็กเกรียน ก้าวร้าว เอาแต่ใจ และเห็นแก่ตัวจนชนิดที่คนรอบข้างเห็นแล้วต้องระอา

ในการบ่มนิสัยให้เด็กวัยเยาว์และวัยทีนนั้นได้ใช้ศักยภาพสมองและความสามารถในทางที่ถูกต้อง คงต้องเริ่มที่การปรับทัศนคติความคิดของผู้ใหญ่เสียใหม่ เพราะผู้ใหญ่นี่แหละคือคนต้นเหตุที่จะทำให้เด็กได้ดี หรือได้เสีย

มากกว่าคำว่ารัก:

ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก และผมก็เชื่ออีกว่าลูกทุกคนนั้นต้องการมากกว่าคำรัก ความรักและความหวังดีของพ่อแม่มักถูกแสดงออกมาในวิธีที่พ่อแม่เห็นว่าเหมาะสม โดยที่ลูกบางคนอาจไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างถ่องแท้ อย่าใช้คำว่ารักเป็นเพียงข้ออ้างในการดุด่าหรือว่ากล่าวตักเตือนลูก แต่จงแสดงความรักความพันผูกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่พร้อมจะยืนเคียงข้างเขาในวันที่เขาต้องการเสมอ

ไม่อยากให้เธอลำบากใจ:

อาการสากลของพ่อแม่ที่เคยลำบากคือ พยายามทำทุกวิถึทางเพื่อให้ลูกไม่ต้องลำบาก โดยหารู้ไม่ว่าเขากำลังทำร้ายลูกทางอ้อม เป็นธรรมชาติของเด็กทุกคนที่จะเรียกร้องขอความสนใจจากผู้ใหญ่เวลาอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่ แต่แทนที่จะตามใจจนเคย ต้องรู้จักสอนให้เขาเห็นคุณค่าจากสิ่งของที่เขาได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง เชื่อหรือไม่ว่าความภูมิใจเล็กๆ ที่สะสมตั้งแต่วัยเยาว์มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีที่ทำให้เขามีความมุ่งมั่น มานะอดทนมากกว่าคนในวัยเดียวกันเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ประกาศอิสรภาพ:

กฎระเบียบ ข้อบังคับที่ล้าสมัยและไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องที่เด็กยุคใหม่ยอมรับไม่ได้ เขาเติบโตมาในสังคมยุคใหม่ที่สอนให้เป็นคนมีเหตุผลมากกว่าโง่งมงาย ก่อนจะห้ามเขาคิดหรือทำอะไรก็ตาม ผู้ใหญ่ต้องแน่ใจว่ามีเหตุผลที่อธิบายได้ เป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติกับคนเฉพาะกลุ่ม อิสรภาพทางความคิดและการได้รับการยอมรับในสังคมเป็นสิ่งที่เขาโหยหามากกว่าสิ่งใด

ทำดีให้ดู:

คนพูดไม่จริง ทำไม่ได้ ไม่สามารถสอนเด็กยุคนี้ได้ เด็กจะเชื่อในคำพูดของคนที่เป็นไอดอลของเขาเท่านั้น คนเหล่านี้จะแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ พูดจาภาษาในแบบเดียวกับเขา เป็นทั้งต้นแบบในการดำเนินชีวิตและต้นแบบความสำเร็จในอาชีพที่เขาใฝ่ฝัน

เด็กแต่ละคนถูกเลี้่ยงมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน บางคนอยู่กับโทรทัศน์ เกมส์ และพี่เลี้ยง มากกว่าพ่อแม่แท้ๆ ด้วยซ้ำ พ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูกเต็มที่ จึงต่างพากันพิสูจน์ความรักด้วยการซื้อเข้าของเครื่องใช้ราคาแพงให้ลูก นอกจากจะไม่ตอบโจทย์ด้านการให้ความอบอุ่นแล้ว ยังเป็นการเพาะบ่มนิสัยวัตถุนิยมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นก่อนที่จะโทษว่าเด็กสมัยนี้เกรียน ก้าวร้าว สมาธิสั้น ฟุ้งเฟ้อ รักสนุก ลองย้อนกลับไปดูสักนิดว่าผู้ใหญ่นั้นรังแกเด็กก่อนจริงรึเปล่า

ในวันเด็กทุกปี นายกจะเป็นตัวแทนคนไทยมอบคำขวัญให้แก่เด็กๆ คงจะดีไม่ใช่น้อยถ้าจะมีสักวัน ที่เด็กจะขอมอบคำขวัญให้แก่ผู้ใหญ่บ้าง เพราะ…

เด็กได้ดีมีผู้ใหญ่ชี้ให้ เด็กได้ใจเพราะผู้ใหญ่ชี้นำ

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

 
Leave a comment

Posted by on January 14, 2013 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , ,

 
%d bloggers like this: