RSS

รัก 7 ปี ดี 7 หน มุมมองชีวิตของคน 3 วัย

03 Aug

หนังของค่าย GTH นับว่าผลิตหนังไทยโดนใจคนวัยโจ๋มาก ดูได้จากสถิติการผลิตหนังที่ทำรายได้โดยเฉลี่ยประมาณ 50 ล้านบาทต่อเรื่อง จะมีแค่บางเรื่องเท่านั้นที่แป๊ก แต่ก็มีอยู่หลายเรื่องอยู่เหมือนกันที่ติดท๊อปชาร์จเกิน 100 ล้านบาท (เรื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่เน้นตลกหรือไม่ก็เป็นเรื่องผีๆ) เช่น แฟนฉัน, ชัตเตอร์, ห้าแพร่ง, รถไฟฟ้ามาหานะเธอ, กวนมึนโฮ, ลัดดาแลนด์, ATM เออรัก เออเร่อ จนมาถึงเรื่องใหม่ล่าสุด รัก 7 ปี ดี 7 หน (#Sevensomething) ที่คาดว่าต้องซิวเกิน 100 ล้านแน่นอน ด้วยเหตุผล 3 ประการ: คือเป็นหนังที่ทุ่มสื่อโปรโมท และมีการพีอาร์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง, หนังเรื่องนี้มีนิชคุณเล่น และที่สำคัญมีสปอนเซอร์สนับสนุนตรึม

ก่อนวิพากษ์วิจารณ์หนังเราลองมาดู Trailer ไปพร้อมๆ กันว่า 7 ปีที่ว่านี้ มันทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตคุณได้จริงหรือไม่

เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการชม ผมขอข้ามการเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับหนังไปเลย เพราะว่าหลายท่านก็รู้อยู่แล้วว่ามีใครบ้างเป็นตัวแสดงนำบ้าง ใครเป็นผู้กำกับ และพล็อตเรื่องเป็นยังไง แต่ท่านสามารถอ่านเรื่องย่อได้จากลิงค์ Kapook.com, MoviepediaThailand หรือที่ AdinTrend หรืออยากจะทำความรู้จักคุ้นเคยกับศิลปินนักแสดงในเรื่องซึ่ง GTH เขาได้รวบรวมไว้ที่ Wikipedia ของ รัก 7 ปี ดี 7 หน แล้ว และถ้าอยากชมภาพและร่วมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ให้เข้าไปที่ Web Blog ของรัก 7 ปีดี 7 หน หรือ Facebook ของ GTH

เรื่องถูกใจ

หนังเรื่องนี้มีความพิเศษอยู่หลายข้อมากไม่ว่าจะเป็น หนังครบรอบ 7 ปีของ GTH, เป็นการรวบรวมผลงานหนังสั้นของผู้กำกับชื่อดัง 3 ท่าน : คุณปวีณ ภูริจิตปัญญา (ผู้กำกับสี่แพร่งและห้าแพร่ง), คุณอดิสรณ์ ตรีสิริเกษฒ (ผู้กำกับแฟนฉันและรถไฟฟ้ามาหานะเธอ), คุณจิระ มะลิกุล (ผู้กำกับ 15 ค่ำเดือน 11 มหา’ลัยเหมืองแร่), เป็นหนังที่ใช้นักแสดงนำเปลืองที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่น้องจิรายุ ละอองมณี (ป่วน), สุทัตตา อุดมศิลป์ (มิลค์), ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (หรั่ง), คริส หอวัง (แหม่ม), นิชคุณ หรเวชกุล (เขา) และสู่ขวัญ บูลกุล (หล่อน) และนักแสดงสมทบอีกมายมายเกือบ 40 ชีวิต โดยเฉพาะบทที่มีการฟีเจอร์ริ่งโดย โดม และ วู้ดดี้

  • แสดงดีตีบทแตก: ผมยกให้คุณสู่ขวัญ เพราะบทที่หล่อนได้รับช่างสมวัย แม้จะไม่มีประสบการณ์โชกโชนในด้านการแสดง แต่หล่อนดูอินกับบท แสดงออกเป็นธรรมชาติ จนเกือบจะทำให้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง
  • ตอนที่ชอบที่สุด: เรื่องสุดท้าย 42.195 ที่แสดงโดยนิชคุณและสู่ขวัญ ไม่รู้เป็นเพราะมันใกล้เคียงคนวัยเรารึเปล่า แต่มันได้สะท้อนความคิด มุมมองหลายๆ อย่างที่ดูนำไปใช้ได้กับชีวิตจริง มากกว่าการดูเพื่อเรียกเสียงหัวเราะแบบจบแล้วจบกัน ดูเสร็จแล้วเกิดอยากวิ่งขึ้นมาซะงั้น
  • ตอนที่ดูแล้วโดน: เรื่องความรักของคนวัยสุดทีน ตอนอายุแตะ 14 ไม่คิดเหมือนกันว่า Social Media จะมีอิทธิพลต่อชีวิตคนเราได้มากขนาดนี้ การถ่ายภาพอาหารโพสต์บน Facebook หรือ Instagram ถือเป็นวัฒนธรรมการกินที่บางครั้งก็ดูออกจะเกินเลยไปนิดนึง (ตัวเองก็เป็น) การโพสต์คลิปแฟน ระดมคนมาคลิ๊กไลค์ มันบ่งบอกว่าคนวัยนี้ต้องการการยอมรับมากขนาดไหน ถึงขั้นเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะกะว่าจะดังบน Youtube ซะงั้น ถ้าถามว่าอาชีพไหนที่เด็กวัยรุ่นอยากเป็นมากที่สุดตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องเป็นศิลปิน ดารา นักร้อง พิธีกรที่โด่งดังแน่ๆ

เรื่องติชม

ในฐานะผู้ชมคนธรรมดาคนนึง ผู้อยากอุดหนุนหนังไทยมากกว่าหนังเทศ แต่ทุกวันนี้วงการหนังบ้านเรา มันก็ยังไม่ฟูเฟื่องไม่พอที่จะผลิตหนังคุณภาพที่ได้ทั้งเงินและทั้งกล่อง อันนี้โทษผู้ผลิตอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะทุกวันนี้หนังตลาดมันยังทำเงิน ละครน้ำเน่ายังขายดี อนาคตเยาวชนของชาติและประเทศไทยจะเป็นยังไงคงต้องฝากให้ทุกคนช่วยดูแล

มีแค่บางประเด็นเท่านั้นที่ผมขอหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ (อย่างระมัดระวัง) เพราะตั้งใจติเพื่อก่อ ไม่ได้มีเจตนาคิดต่างเพื่อสร้างความร้าวฉาน แค่อยากเป็นกำลังใจให้ผู้ผลิตหนัง ทำหนังดีๆ ขึ้นไปอีก พวกเราจะได้ตามไปอุดหนุนกัน สำหรับการบริโภคหนังไทย ผมว่าค่าย GTH นี่เจ๋งสุดแล้วล่ะ (ไม่ได้อวย เพราะมันคือเรื่องจริง) ผมดูไปเกือบ 80% ของหนังที่เคยผลิตมา ถ้าไม่ได้ดูในโรง ก็ตามไปอุดหนุนด้วยการซื้อแผ่นลิขสิทธิ์เท่านั้น สำหรับเรื่องรัก 7 ปีดี 7 หน ผมมีโอกาสได้ไปดูในรอบสื่อดิจิตอลโดยคำเชื้อเชิญของคุณปี่ @dhanis แสนสิริ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับสำหรับกิจกรรมดีๆ ที่มีมาแบ่งปันให้ตลอด ผมขอวิจารณ์หนัง 3 เรื่องนี้อย่างออกนอกหน้าตามนี้ครับ

  • พล๊อตเรื่องที่ดูธรรมเกิน : ในบรรดาหนังสั้นทั้ง 3 เรื่อง ผมว่าคนดูจะชอบหนังเรื่องที่ 2 น้อยที่สุด (วัย 21/28) อาจเป็นเพราะบทละครมันไปอิงความรักของนักแสดงซึ่งดูไม่ค่อยใกล้เคียงกับชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่ บทแรงจริง นักแสดงเล่นได้ดีจริง แต่มันไมกระแทกใจคนดู ดูแล้วไม่สงสารแม้ทั้งสองจะกลับมาคืนดีได้ใหม่ ก็ยังรู้สึกเฉยๆ นะ (ไม่รู้เป็นคนเดียวรึเปล่า) แต่ถ้าคุณเอาพล็อตเรื่องจาก ClubFriday มาทำหนังแล้วล่ะก็ รับรองว่าคนกรี๊ดเต็มโรงแน่ๆ เพราะว่าดราม่านั้นมันแทงใจคนอกหักรักคุดทั่วประเทศ
  • เรื่องที่หมิ่นเหม่ : แม้จะนั่งดูสนุกๆ ขำๆ ไปกับชีวิตของวัยระเริงตอนแตกหนุ่มแตกสาวของน้องป่วนและมิลค์ แต่ก็ยังรับไม่ค่อยไหวกับบทที่จงใจตีแผ่ชีวิตวัยรุ่นแบบถึงพริกถึงขิงมากไป (แม้ในชีวิตจริงมันอาจเป็นอย่างนั้น) เช่น บทมึงกูที่สาวๆ คุยกันในล็อกเกอร์ แถมแอบโชว์นมกันเล่น อึมมม (ดีที่ไม่มีฉากนมหกกลางจอ แบบว่าเป็นห่วงเยาวชนอ่ะครับ) บทมิลค์หอมแก้มป่วนบนรถ (มันโชว์ว่าผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่มีอายเมื่อถูกฝ่ายชายรุกเร้า ก็สมยอมกันไปง่ายๆ อันที่จริงฉากนี้สามารถทำให้ขำแบบกุ๊กกิ๊กได้ไม่ยากเลย) หรือจะเป็นฉากที่ป่วนนั่งคุยแช็ตอยู่ที่โรงเรียน (โรงเรียนอะไรไม่รู้ไฮโซมากๆ ใช้แต่จอ Mac เห็นแล้วอิจฉาจริงๆ) พฤติกรรมแบบส่งเสริมวัตถุนิยม การใช้คำพูดหรือการวางตัวไม่รักนวลสงวนตัว บางครั้งมันก็ล่อแหลมจนทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาเกิน ดูอินจนแอบคิดสงสัยไม่ได้ว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้มันเรียนหนังสือกันบ้างรึเปล่าครับ
  • การ Tie-in โฆษณา : ในเรื่องนี้ผมไม่ติดว่ามีโฆษณาแบรนด์ต่างๆ เข้าไปแทรก อย่างการโชว์โครงการคอนโดของแสนสิริ ตู้เอทีเอ็มของกสิกรไทย ตราบใดที่บทมันเอื้อ ไม่ดูยัดเยียด และมันเนียนไปกับเนื้อหา เพราะการทำ Product Placement หรือ Film Tie-in มันเป็นเรื่องที่เราเห็นจนชินแล้ว แต่อยากฝากผู้สร้างจงให้อิสระกับผู้กำกับในการสร้างหนังที่มีเนื้อหาและสาระเป็นหัวใจ ไม่ใช่เอาธุรกิจนำจนทำให้เนื้อเรื่องดูด้อยไปโดยไปเน้นเอาใจสปอนเซอร์เป็นหลัก หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือหาสปอนเซอร์หนังให้ได้ก่อนแล้วจึงค่อยเขียนบทเพื่ออวยกันไป จรรยาบรรณของผู้สร้างคือการสร้างหนังจากจิตวิญญาณของคนรักการทำหนัง ส่วนจรรยาบรรณของคนดูคือรักที่จะดูหนังที่ตนชอบและอุดหนุนผู้สร้างด้วยการบริโภคหนังที่ถูกลิขสิทธิ์

เรื่องแบ่งปันจากหนังรัก 7 ปีดี 7 หน (SevenSomething)

ในหนังเรื่องนี้มีข้อคิดดีๆ แฝงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Social Media แต่พอดี, การทะนุถนอมความรักของกันและกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ รวมถึงความมุมานะในการเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงเริ่มต้นจากการเอาชนะใจตัวเอง ผมขอตัดข้อความบางตอนจากสคริปต์หนังมาแบ่งปันให้กับคนที่ได้ไปชมมาแล้ว รวมถึงคนที่กำลังติดตามไปชม และยังมีคำคมที่ผมเขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้จากการชมหนังเรื่องนี้ อันนี้ไม่ได้ก็อปมานะครับ

สคริปต์โปรโมทหนัง

“ว่ากันว่าชีวิตคนเรานั้นโคจรไปด้วยการกำกับของดวงดาว โดยมีดาวมฤตยูซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงคอยกำหนด ดาวมฤตยูนี้จะย้ายเปลี่ยนราศีไปในทุก 7 ปี สังเกตกันดี ๆ จะเห็นว่า ชีวิตคนเราจึงพบปะความพลิกผันครั้งใหญ่ในทุก 7 ปีเช่นกัน จากวัยเด็กเมื่อ 7 ขวบสู่ 14 เมื่อแรกรุ่น ก้าวขึ้นเป็นหนุ่มสาวย่าง 21 กระโดดเข้าสู่โลกของการงานและสร้างครอบครัวเมื่อครบ 28 มีลูกตอน 35 เจ็บป่วยยามใกล้ 42 พลัดพรากและจากลาในช่วงอายุ 49, 56, 63 หลังจากนั้นคือการขยับเข้าใกล้ความตายในปั้นปลาย และเมื่อชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง แล้วความรักจะคงอยู่ได้อย่างไร”

“บนเส้นทางชีวิต อายุก็ไม่ต่างอะไรกับหลักกิโลเมตรบอกระยะทางในการแข่งขัน
14 กิโลเมตรแรก แห่งความสดชื่น กระฉับกระเฉง มุ่งมั่นจะเอาชนะ
21/28 กิโลเมตรถัดมา เมื่อถึงครึ่งระยะทาง จะวิ่งกลับหรือไปต่อ เราต้องตัดสินใจ
42.195 จุดหมายปลายทางแสนไกล ขอแค่มีใครสักคนวิ่งอยู่เคียงข้างเรา
หลายครั้งที่คนเราต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวสุขก็พลิกเป็นเศร้า เหงาเปลี่ยนเป็นอบอุ่น นี่คือหนังที่พยายามให้กำลังใจกับคนดูทุกคนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเส้นทางมาราธอนชีวิตของคุณ
ขอให้คุณสั่งหัวใจตัวเอง “วิ่งต่อไป””

คำคมที่ได้จากการชมรัก 7 ปีดี 7 หน (Inspired by SevenSomething)

ไม่ว่าดาวมฤตยูจะพุ่งชนเข้ามาหาคุณเมื่อไหร่ ขอให้จำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตคุณเสมอ อยู่ที่ว่าคุณคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลง หรือคุณเองที่เป็นคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น

  • Do not care how the world think about you BUT do care how the one standing beside you think about. อย่าห่วงว่าคนทั้งโลกจะคิดยังไง แต่จงห่วงคนที่อยู่ใกล้จะคิดยังไงกับเรามากกว่า
  • Those passing by in our lives leave us both smiles and tears, It’s up to us to keep which ones in our long-term memory. คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ฝากไว้ทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเก็บรอยไหนไว้ในความทรงจำ
  • Speed does not matter as much as self achievement upon the finish line. จะเร็วหรือช้าไม่สำคัญเท่าว่าเราก้าวเท้าเข้าไปคว้าเส้นชัยได้ในที่สุด
  • Changing oneself is tough, Changing somebody else’s mind is even tougher การเปลี่ยนตัวเองว่ายากแล้ว การเปลี่ยนความรู้สึกของคนอื่นนั้นยากกว่าหลายเท่า
  • Our value is not determined by others but by how we think the others thinking about us คุณค่าของเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยผู้อื่น แต่อยู่ที่เราคิดว่าผู้อื่นคิดอย่างไรกับเราต่างหาก
  • When the world makes us special, it comes with great burden to make us live an extraordinary life เมื่อไหร่ที่โลกทำให้เราเป็นคนพิเศษ มันอาจมาพร้อมภาระกิจสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา
  • At every turning point, there is change. Once you feel change, our world will never be the same ทุกจุดเปลี่ยนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง โลกของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิม
  • For good or bad, once decision is made, please acknowledge your bravery and admit the destiny. ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ หลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว จงภูมิใจในความกล้าหาญและจงยอมรับโชคชะตานั้น​
  • Life is like a marathon, it is long, tedious, time-consuming but yet fulfilling once you have made it to the finish line ชีวิตก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน มันไกล มันเหนื่อย มันต้องใช้เวลา แต่กลับมีคุณค่าเมื่อคุณได้ก้าวเท้าเข้าถึงเส้นชัย
  • Life is full of contents, It’s our intent to let it be or make it free. Live your happy life being contented. ชีวิตนี้เต็มไปด้วยเรื่องราว อยู่ที่ใจเราจะปล่อยให้มันเป็นไปหรือจะปล่อยให้มันเป็นอิสระ จงใช้ชีวิตให้พอใจด้วยความ “เพียงพอ”
 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: