RSS

Green House Affection

05 May

การทำธุรกิจให้รอดนั้นไม่ยากเท่ากับการทำธุรกิจให้มีกำไร การทำธุรกิจให้มีกำไรนั้นไม่ยากเท่ากับการทำให้ลูกค้าพึงพอใจ การทำให้ลูกค้าพึงพ

อใจนั้นไม่ยากเท่ากับการดูแลคู่ค้า พนักงาน และทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความสุขกันถ้วนหน้า และการดูแลให้ทุกคนมีความสุขนั้นก็ไม่ยากเท่าการรักษาสมดุลระหว่างผลประกอบการ ความสุขของทุกคน ควบคู่ไปกับการหันกลับมาดูแลสังคม ชุมชน และธรรมชาติควบคู่กันไป

จริตขององค์กรเกิดจากรากฐานและจิตสำนึกของคนประกอบธุรกิจ ตั้งเป้าหมายธุรกิจไปทางใด ผลลัพธ์ก็มักจะเบนเข็มไปทางนั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่องค์กรส่วนใหญ่ยังถูกวัดผลด้วยมูลค่าผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ส่วนแบ่งการตลาด ยอดขาย และจำนวนสินค้าที่ขายได้ในแต่ละปี มันคงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นใครออกมาวัดอัตราการสร้างความสุขแก่ลูกค้า ความเป็นธรรมต่อคู่ค้าและพนักงาน อัตราการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ หรือการประเมินผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ไกลตัว มันเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ที่พยายามเจียดงบประมาณและเวลาบางส่วนเพื่อทำกิจกรรมตอบแทนสังคม (หลังจากมีผลกำไร) มองในมุมกลับ ถ้าหากทุกคนต่างมีส่วนร่วม ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ภาระในการดูแลสังคมคงไม่ต้องไปตกอยู่ในมือใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โลกนี้ บ้านหลังนี้ คงน่าอยู่กว่าที่มันควรเป็น
เราทุกคนล้วนมีส่วนรับผิดชอบต่อการสร้างขยะขึ้นมาทำลายสิ่งแวดล้อม เราทุกคนล้วนมีทางเลือกในการช่วยลดปัญหาโลกร้อน แต่จะมีกี่คนยอมเสียสละอยู่กลางแดดกลางฝนแทนการนั่งนอนอยู่ในที่ร่มที่มีเครื่องปรับอากาศช่วยลดอุณภูมิจากภายนอก จะมีกี่คนยอมกำไรน้อยหน่อยหรือขาดทุนทุกปีเพียงเพื่อได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แม้วันนี้คำตอบที่เรามียังไม่เป็นเอกฉันท์ ยังบวกลบคูณหารไม่ลงตัว แต่เราก็ขอชื่นชมและให้กำลังใจผู้ประกอบการทุกรายที่พยายามทำให้โลกนี้ที่
จะอยู่ กลายเป็นโลกที่เราควรลุกขึ้นมาปกป้องเป็นคนแรกๆเริ่มยากที่

ผมมีโอกาสได้พบกิจการสร้างสรรค์แห่งหนึ่ง ที่มีแนวความคิดในการปรับตัวเองให้กลมกลืนและเข้ากับธรรมชาติ โดยยอมตัดสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างออกไปเพื่อพยายามดึงความสมดุลของธรรมชาติกลับคืนมาด้วยวิธีการที่เรียกได้ว่า “อินดี้” สุดๆ

กิจการที่ผมกำลังพูดถึงในที่นี้คือ โรงแรมฮิปๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Bangkok Tree House Hotel ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ โรงแรมแห่งนี้ถูกวาง Position ให้เป็นโรงแรมสีเขียวที่สุด (เท่าที่เคยได้ยินมา) จะเขียวตรงไหน และอย่างไร คุณโจ้ (จิรายุ ตุลยานนท์) Chief Greening Officer (แค่ชื่อตำแหน่งก็เก๋แล้ว) จะเป็นผู้พาทัวร์ พาเราชมและอธิบายที่มาที่ไปของห้องหับและมุมต่างๆ ภายในโรงแรมอย่าทะลุปรุโปร่ง

ดูผิวเผินโรงแรมนี้ก็เหมือน Design Hotel ทั่วไปที่พยามใส่งานศิลปะออกแบบให้ดูเก๋ มีรสนิยม แต่พอได้รู้ที่มาที่ไป และประโยชน์ใช้สอยของสถานที่ต่างๆ คุณอาจจะต้องอึ้งและทึ่งไปพร้อมกับผมว่า “อะไรมันจะขนาดนั้น”

สวยแปลกตากับคอนเซปต์รักโลกที่โดนใจ

ภาพถ่ายตัวตึกของโรงแรม ที่มีโครงสร้างทำจากไม้ไผ่

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมขนาดเล็กมีรังนอนเพียงแค่ 11 ยูนิตเท่านั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในชุมชนบางน้ำผึ้ง จ.สมุทรปราการ เดินทางมาค่อนข้างยาก เพราะรถไม่สามารถเข้าถึงตัวโรงแรมได้ ต้องนั่งเรือ ขี่จักรยาน หรือเดินมาเท่านั้น มีเรื่องเด็ดๆ อยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับโรงแรมนี้ มันมากมายจนกระทั่งเขาสามารถรวบรวมสร้างเป็นธีม A-Z เลยก็ว่าได้ (คลิกอ่านได้ที่ลิงค์ครับ) ผมขอรวบประเด็นหยิบความโดดเด่นบางประการขึ้นมาขยายความเพื่ออธิบายความเป็น Green House Affection ของโรงแรมสุดเก๋แห่งนี้

Affection1: Energy Saving (ประหยัดพลังงาน)

พื้นที่กลางแจ้งทั้งหมดรวมถึงล๊อบบี้และร้านอาหาร ล้วนเป็นพื้นที่ๆใช้พลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ จะมีเพียงห้องนอนเท่านั้นที่อาจติดแอร์เครื่องเล็กที่พอเหมาะกับขนาดของห้องที่ไม่ใหญ่มาก หน้าร้อนอย่างนี้แม้จะอยู่ยากไปสักนิด แต่ถ้ารอตอนแดดร่มลมตก การนอนกินลมชมดาวช่างเป็นอะไรที่น่าถวิลหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าโรงแรมนี้จะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าซะทีเดียว แต่พยายามใช้ให้น้อยที่สุด อย่างตู้เย็น เห็นจะมีตั้งอยู่เพียงตู้เดียวในห้องสมุดให้แขกได้แชร์ร่วมกันแทนการออกติดตั้งห้องละตู้ หม้อหุงข้าวก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนบริการซักอบรีดก็ออกจะย้อนยุคสักนิดนึง คือซักได้แต่ไม่ปั่นแห้ง พึ่งแสงแดดจากพระอาทิตย์นั่นแหละในการทำให้แห้ง ธรรมชาติดีแท้หนอ

Affection2: Chemical-free (ปลอดสารเคมี)

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในโรงแรมตั้งแต่สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ล้วนปลอดจากสารเคมี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้วนสกัดมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น สระว่ายน้ำก็ใช้น้ำจากแม่น้ำไม่มีการผสมผงคลอรีนให้ดูใสสะอาดเหมือนโรงแรมทั่วไป แต่อาจจะใส่สวะหรือต้นไม้บางชนิดที่ทำหน้าที่ในการบำบัดของเสียในน้ำแทน ส่วนอาหารของที่นี่ก็ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ เช่นพวกผักออร์แกนิค ไข่ไก่อารมณ์ดี เน้นปรุงอาหารไทย มังสวิรัติและอาหารทะเล ไม่มีการนำหมู เนื้อ ไก่ หรือสัตว์ใหญ่มาปรุงเป็นอาหาร เท่าที่ทราบนอกจากเครื่องดื่มโค้กแล้ว โรงแรมนี้แทบจะไม่ใช้สินค้ายี่ห้อต่างๆ ที่เรามักคุ้นตาบนชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต แม้กระทั่งน้ำดื่ม ก็อย่าหวังว่าจะมีขายใส่ขวดพลาสติก เขาเน้นใช้วัสดุที่ทนทาน ถ้าจำเป็นจริงๆ จึงใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถ Reuse & Recycle ได้เท่านั้น

Affection3: Environmental Friendly (รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม)

โรงแรมนี้จะรณรงค์ไม่ให้สร้างขยะเพิ่มในชุมชนโดยมีเป้าหมายให้เกิดขยะเป็น 0% เมื่อแขก check-out ออกจากโรงแรม โดยทุกๆ การจอง โรงแรมจะมีนโยบายในการกำจัดขยะเพิ่มออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา (1 กก.ต่อ 1 Booking) ตั้งแต่ก่อสร้างโรงแรมมา Bangkok Tree House ได้มีส่วนในการช่วยกำจัดขยะไปแล้วกว่า 237 กิโลกรัม

Affection4: Social Support (เป็นมิตรต่อชุมชน)

พนักงานของโรงแรม Bangkok Tree House เป็นคนที่ถูกจ้างมาจากชุมชนข้างเคียง ไม่ต้องเดินทางไกล ส่วนกิจกรรมของแขกที่พักก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่มีจักรยานตัวเดียวก็สามารถขี่ไปเที่ยวได้ทั่ว ตั้งแต่วัด ทัวร์สวนสาธารณะ และตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง เที่ยวไปถีบไปโดยรอบไม่ต้องพึ่งรถโดยสารให้วุ่นวาย และเมื่อมีนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นรายได้ก็ย่อมถูกถูกกระจายไปยังพ่อค้า แม่ค้า ในพื้นที่ รวมถึงสินค้าของที่ระลึกบางชนิดก็ทำให้เกิดการจ้างงานของคนในชุมชนอีกด้วย

มาถึงตอนนี้ ผมและคุณโจขอพาทุกท่านเดินชมมุมต่างๆ ของโรงแรมครับ

This slideshow requires JavaScript.

ท่านสามารถติดตามเรื่องราว รายละเอียดเกี่ยวกับโรงแรมได้ทางเวบไซต์ http://www.bangkoktreehouse.com/ หรือทาง Facebook

หน้า Facebook Page ของ Bangkok Tree House

.

ถอดรหัสโรงแรม Eco-Friendly Hotel

เมื่อความคิดสร้างสรรค์ถูกต่อยอดให้ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านตัวสินค้า และบริการต่างๆ ภายในโรงแรม Bangkok Tree House ได้จนเกือบครบแล้ว คำถามคือธุรกิจลักษณะจะอยู่ได้จริงหรือ มันสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคขนาดไหน แล้วมันจะยั่งยืนรึเปล่า? คำตอบในเรื่องนี้ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าธุรกิจนี้มัน Niche มาก มันมีสเน่ห์และลักษณะเด่นเฉพาะตัวทำให้คนอยากลิ้มลอง ในช่วงแรกคนจะยังตื่นเต้นอยู่เพราะมันเป็นของใหม่ ถ้าการบอกต่อและการประชาสัมพันธ์ยังดังอย่างต่อเนื่อง มันจะส่งผลดีให้ยอดจองของ First Timers นั้นทะลักและหมุนรอบได้นานกว่าที่คิด กว่าวันนั้นจะมาถึง สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าที่เคยมาพักที่นี่เกิดความผูกพัน อยากมาแล้วอยากมาอีกเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้ง ในระยะยาวการผูกปิ่นโตกับลูกค้าประจำย่อมดีกว่าการแสวงหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา

มีปัจจัยอยู่ 4 ปัจจัยที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมลักษณะนี้อยู่ได้นานและยั่งยืนคือ Design, Business Model, Support และ Passion

Design โดดเด่น สวยงาม และสัมผัสได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่องานดีไซน์หลายประเภทคือ ชอบแต่ไม่ซื้อ สวยแต่ไม่ลอง โชว์ได้แต่ไม่ใช้ นักออกแบบส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับฟังก์ชั่นการใช้งานมากพอ จึงทำให้งานศิลปะหลายชิ้นไปไม่ได้ไกล งานดีไซน์ที่ดีต้องตอบโจทย์ทั้งในเรื่องอัตลักษณ์ ประโยชน์ใช้สอย และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของเดิม ผมจึงเรียกว่ามันเป็น Practical & Creative Design สิ่งที่ผมชอบใน Bangkok Tree House คือเขาพยายามเอาดีไซน์มาจับฟังก์ชั่น แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน เช่นบันไดสลับขั้น (ที่เดินได้จริงตามพฤติกรรมการยกเท้าของคน) ตู้ใต้ซิงค์น้ำที่กลายเป็นตู้เซฟไปด้วยในตัว (ให้แน่ใจว่าน้ำไม่รั่วซึม) แม้เดินทางมาไม่สะดวก ก็แนะนำให้คนใช้บริการเรือข้ามฟากหรือขี่จักรยานมาแทน ถือเป็นการสร้างบรรยากาศจำลองที่คนเมืองหรือชาวต่างชาติไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเอง สรุปโดยรวมคือดีไซน์ต้องนำพาฟังก์ชั่นมาด้วย และสุดท้ายลูกค้าต้องรู้สึกว่าได้มากกว่าเดิม รู้สึกคุ้มจนยอมจ่ายเพิ่มแบบไม่มีข้อกังขา

Business Model แหวกแนว แต่เข้าถึง

ใช่ว่าทุกธุรกิจที่ดูแปลก แตกต่างจะขายได้ทั้งหมด มันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ความเข้าใจว่ามันมีตลาดมารองรับสินค้าหรือบริการนั้นจริง การผลิตสินค้าออกมาก่อนแล้วค่อยไปหาตลาด มันเหนื่อยมาก กว่าจะทำให้เกิดการรับรู้ กว่าจะทำให้เกิดการทดลองใช้ กว่าจะทำให้เกิดยอดขายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าปักหมุดตั้งแต่ต้นได้ว่าลูกค้าเราคือใคร มันมีกลุ่มคนลูกค้าจริงๆ นะที่อินกับความคิดในการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม แล้วรู้ด้วยว่าเขาอยู่ไหน การสื่อสารพุ่งเป้าไปที่ตรงนั้นก็จะง่ายขึ้น อย่างในกรณีนี้ผมไม่คิดว่าคนไทยคือกลุ่มลูกค้าหลัก ถึงมีก็เป็นบุคคลเฉพาะจริงๆ (คือไม่ได้รวยอย่างเดียว ต้องชอบเสพอะไรที่มันมาเสริมบุคคลิกของเขาด้วย) เขาถึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า HIP (Hyper Individual Person) จึงไม่แปลกใจที่คำเชิญชวนของ Bangkok Tree House นั้นมันช่างฟังดูท้าทายจริงๆ “The Tree House is not for Everyone” คล้ายๆ จะบอกว่าที่นี่อาจไม่สะดวกสบายเท่าที่บ้านคุณ ถ้าคุณรับไม่ได้กับอากาศร้อน แมลง ยุง ฯลฯ ที่นี่คงไม่เหมาะสำหรับคุณแล้วล่ะ แล้วเชื่อมั๊ยครับว่าพอ Concept มันชัด มันเหมือนคัดคนที่ไม่ใช่ออกไปในตัว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ต้องง้อลูกค้า แต่คุณต้องเข้าถึงให้ถูกคน คือคนที่มีจิตสำนึกหรือมีอุดมการณ์คล้ายๆ กัน

Support ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบตัว

ธุรกิจสิ่งแวดล้อมเป็นธุรกิจที่ต้องมีพวก พวกในที่นี้ไม่ได้หมายถึง NGOs เท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ (ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม) หน่วยงานเอกชน (ที่เห็นประโยชน์ต่อการสร้างภาพลักษณ์ในการองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม) คนในชุมชน (ต้องรับรู้ เข้าใจ และเห็นประโยชน์ต่อการที่เรากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา) ลูกค้า (รู้สึกชื่นชม ยอมรับ อยากให้กำลังใจ หรือมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ) Bangkok Tree House อาจทำได้ดีในส่วนที่เป็นชุมชน และสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจในความแปลกใหม่ ไอเดียที่สดและน่าสนใจ แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้อย่างต่อเนื่องคือต้องได้แรงสนับสนุนจากผู้ประกอบการที่มีหัวอกเดียวกันในการช่วยทำให้สินค้าที่สั่งซื้อเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหาร ของใช้ ของที่ระลึก มีต้นทุนที่พอแข่งขันได้กับสินค้าทั่วไป และที่ขาดไม่ได้คือกระบอกเสียงจากลูกค้าที่ช่วยให้คำแนะนำ บอกต่อ และสนับสนุนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

Passion ตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล

คนที่จะทำธุรกิจนี้ได้ต้องมีใจรัก และเป็นคนหัวก้าวหน้า เป็นคนกล้าเสี่ยง กล้าลงทุนแม้จะยังไม่เห็นผลในระยะสั้น ตราบใดที่ธุรกิจสิ่งแวดล้อมมันยังไม่ได้กลายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะยังไม่มีกฎหมายมารองรับเรื่องการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การตั้งกำแพงภาษีสำหรับองค์กรที่สร้างขยะแห่งชาติ ผู้บุกเบิกจำเป็นต้องมีทุนรอนพอสมควรในการดันธุรกิจไปกระทั่งถึงจุดที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ โชดดีที่ Bangkok Tree House ก็ยังมีแบ็คที่ดี เคยมีประสบการณ์ในการทำโรงแรม Bangkok Inn มาก่อน เลยไม่นับว่าธุรกิจนี้เริ่มจากศูนย์ซะทีเดียว

ประเมินดูหน่วยก้านและความสามารถแล้วผมคิดว่า Bangkok Tree House น่าจะหาจุดยืนที่นิ่งได้ไม่ยากเพราะมีต้นทุนเดิมสำรองอยู่ Design ก็ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งาน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็ค่อนข้างชัดเจน แถมยังน่าจะได้แรงสนับสนุนมาจากหลากหลายทาง เหลือแค่เรื่องการตลาดเท่านั้นที่ต้องลุ้นให้มี Occupancy มากพอในการแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่เพื่อสามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ทุนเพิ่ม

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หัวใจสีเขียวประสบความสำเร็จในการบริหารโรงแรมแห่งนี้ให้ประสบความสำเร็จตามอุดมการณ์ของการสร้างโรงแรมที่เขียวที่สุดในประเทศไทยหรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ

“The Green Heart, The Green Hotel, The New Business Model of Being Successfully Green”

Bangkok Tree House on Time Magazine 

 

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: