RSS

คิดสร้างสรรค์ด้วยพลังของ MindMap

29 Apr

ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งได้เวลาเข้านอนตอนค่ำ สมองของเราคิดอะไรกันอยู่?

จะแต่งตัวชุดไหนออกไปทำงานดี ทำอย่างไรให้ไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาเริ่มประชุม วันนี้เรามีเรื่องอะไรให้สะสางบ้าง เที่ยงนี้จะกินอะไรดี พรีเซนเทชั่นที่เตรียมไว้จะขายผ่านไหม งานเยอะขนาดนี้คืนนี้จะได้กลับบ้านรึเปล่า อยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆจัง จะได้ออกไปเที่ยวลั้ลลากับเพื่อนบ้างไรบ้าง เงินในบัญชีตอนนี้เราเหลืออยู่เท่าไหร่ พอไหมที่จะดาวน์รถคันใหม่ออกมา ว่าแต่ New IPad ก็น่าซื้อนะเราจะใช้คุ้มรึเปล่านะ อายุก็ปาเข้าไปหลัก..แล้ว เมื่อไหร่ที่จะพร้อมแต่งงานมีครอบครัวสักที เรามีเวลาเหลือไม่มากเท่าไหร่ สิ่งที่อยากทำในชีวิตยังทำได้ไม่ถึงครึ่งเลย เอาไงดี

ความคิดต่างๆ นาๆ แวบเข้ามาในหัวเป็นรายวินาที หาคำตอบได้ทันใจก็โชคดีไป แต่ถ้าคิดไม่ออก หรือยังตัดสินใจไม่ได้ก็คงต้องแกล้งทำเป็นลืมไปชั่วขณะ พอถึงเวลาคับขันก็รนราน หงุดหงิด กับปัญหาที่ยังค้างคาใจอยู่

ก็เพราะว่าเรามีเรื่องมากมายให้คิด เกินกว่าที่จะทำได้สำเร็จและได้ทันทีทุกเรื่อง สมองเราเลยฉลาดพอที่จะตั้งโปรแกรมอัตโนมัติให้เราสามารถเอาตัวรอดไปวันๆ (อันนี้คือหน้าที่หลักของสมองเลยนะ) มันเป็นความเคยชินที่บางครั้งเราแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่าเราตัดสินใจทำอะไรไปด้วยเหตุผลหรืออารมณ์กันแน่

คุณภาพชีวิตเราอยู่ที่ตรงไหนกัน หากฝันลมๆแล้งๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เท่ากับเป็นอาการฝันกลางวันที่เปลืองทั้งเวลาและพลังของสมองเป็นที่สุด ถึงเวลาแล้วที่เราต้องฝึกคิด ฝึกวางแผน แล้วเอาชนะอัตตา ความเคยชินทั้งหลายที่ทำให้เรากลายเป็นคนมีที่มาแต่หาที่ไปไม่เจอ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจลางาน เลื่อนงานลูกค้า ออกไปทั้งหมดเพื่อเข้าอบรมฝึกสมองกับหลักสูตร MindMapping (คอร์สสำหรับเทรนเนอร์) ที่จัดขึ้นโดยบริษัท ThinkBuzan Global  เป็นหลักสูตรที่เรียบง่ายแต่ดูดี ทำให้ได้ฝึกคิด ฝึกใช้เครื่องมือต่างๆ ในการเปลี่ยนโปรแกรมสมองของเราให้เป็นระบบ ระเบียบ และที่สำคัญคือมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ไหนๆ ก็ฝึกมาแล้ว ขอลองของร่างโครงเรื่องเป็น MindMap ซะหน่อย (นี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวนึงของประสบการณ์ทั้งหมดนะครับ)

ประสบการณ์และความทรงจำ

หลักสูตรนี้จัดขึ้นที่ รร.สุโขทัย ตลอด 4 วันเต็ม เรื่องดีคือโรงแรมดูร่มรื่นและสวยงามมาก โดยเฉพาะทางเข้าที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีเขียวเป็นทิวแถว วิวสระว่ายน้ำตอนเช้าก็สวยงามเช่นกัน เห็นแล้วแทบอยากจะโดดลงไปดับร้อนให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ข้อเสียคือถนนสาทรช่วงเช้า โหดมากอ่ะ รถติดสุดๆ ผมเลยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการปลุกตัวเองให้ตื่นนอนและออกจากบ้านก่อนเวลาเร่งด่วน แล้วจินตนาการถึงร้านอาหารที่ไช้จะชวนไปชิม ด้วยโอกาสที่พอเหมาะเลยทำให้ผมได้รีวิวร้านอาหารข้างทางเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 2 ร้าน และนี่คือของขวัญที่ตั้งใจเอามาฝากคนตื่นเช้า ร้านแรกคือ “โจ๊กสามย่าน” และ “ร้านข้าวแกงป้าเคน” ในย่านถนนสาทร ตามลายแทงผมได้ตามลิงค์เลยครับ ผมบันทึกไว้ทุกที่ ที่เจอเธอ..หมายถึงของอร่อยนะครับ

บรรยากาศอันร่มรื่นของโรงแรมสุโขทัย

สถานที่อบรม พร้อมอุปกรณ์ระบายสี กับลูกบอล 3 ใบ

วิทยากรจากบริษัทแม่ ThinkBuzan

จบแล้ว ได้กลายเป็น Certified Trainer ในที่สุด

คลาสนี้ถือว่าหลักสูตรอินเตอร์มากๆ เพราะมีคนบินมาจากทั่วโลก ตั้งแต่อังกฤษ แคนาดา แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ แต่ว่าพี่ไทยครองแชมป์เพราะมาอบรมมากสุดถึง 12 คน (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ก็แหงล่ะจัดที่ประเทศไทย ไม่ต้องบินไปไหนไกล ทำให้ประหยัดค่าเดินทางไปได้โขทีเดียว

เราเรียนกันที่ชั้น 6 Terrace Wing บนห้องแคบๆ ที่จุคนถึง 35 ชีวิต แม้สถานที่จะสะดวกสบาย แอร์เย็นฉ่ำ แถมยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และคาเฟอีนจาก Coffee Break ทั้งเช้าและบ่าย แต่ก็เล่นเอาเราคอเมื่อยเหมือนกันนะ เพราะการจัดโต๊ะแบบตัวยู ทำให้เราต้องหันขวา หรือไม่ก็หันซ้าย โชคดีที่เราได้นั่งสลับข้างไปมา หันไปหันมา พอดีคอที่เคล็ดอยู่ก็มีอันเป็นเจ๊ากัน 555 (คิดบวกเข้าไว้ แม้พ่อไม่ได้สอนไว้)

วิทยากรของหลักสูตรนี้บินมาจากยานแม่ บริษัท ThinkBuZan ต้นกำเนิดของ Mind MappingTool ที่ Tony Buzan เป็นผู้คิดค้น ขอบคุณวิทยากรทั้ง 5 คนตั้งแต่ Chris, Owen, Phil, Bethan และ Yuki ที่ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ตลอดจนดูแลพวกเราเป็นอย่างดี นอกจากสมองเราจะบวมเป่งได้ที่แล้ว ท้องเราก็ป่องกลมไม่แพ้กัน เพราะพวกเราถูกจัดหนักกินบุฟเฟต์อินเตอร์กันทุกเที่ยง ภาพที่ท่านได้เห็นต่อไปนี้เป็นแค่บางส่วนของเมนูอาหารร้าน Colonnade  ที่ผมรีวิวไว้ ใครสนใจใคร่ดูร้านอาหารที่ผ่านการชิม โดยฝีปากของ @ChaiChuanChim ขอเชิญติดตามได้ที่ Wongnai ครับ

กว่าจะจบหลักสูตรนี้ไม่ใช่ง่ายนะครับ เพราะเราต้องถูกบ่มในการฝึกคิด ฝึกวาด และหัดใช้เครื่องมือ iMindMap6 ซึ่งเป็นโปรแกรมซอฟท์แวร์ที่ฉลาดมาก สามารถต่อยอด แต่งกิ่งด้วยสีและภาพให้เข้าใจง่าย การแชร์ประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามไป

ผมประทับใจตอนที่ Chris บอกกับพวกเรา TLIs (ThinkBuzan Licensed Instructor) ว่าองค์นี้ถูกสร้างมากว่า 40 ปี เราไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เป็นองค์กรที่มีอัตราการเติบโตและทำกำไรสูงสุด แต่เราหวังให้เป็นองค์กรที่ยั่งยืน และเราเชื่อในแบ่งปันความรู้มากกว่าการแสวงผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นเหล่า TLIs จัดอบรมบรรยายฟรีให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส นักโทษ หรือแม้กระทั่งคนตาบอด เพื่อให้เขาค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตัวเขาเอง นี่ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมที่ ThinkBuzan สนับสนุนตลอดมา

ในการจัดคอร์สอบรมให้กับหน่วยงานทั่วไป TLIs สามารถจัดคอร์สของตัวเองที่ไหนในโลกก็ได้ ตราบใดที่คุณได้รับการขึ้นทะเบียนจาก ThinkBuzan Global (ผู้สอน MindMap ได้ต้องได้รับ Lincense จาก ThinkBuzan Global เท่านั้น) สำหรับกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง เราตัดสินใจตั้งเป็นกลุ่มเครือข่าย TLI คนไทยขึ้นมา นำโดย อ.ธัญญา และ คุณดำเกิง เราหวังว่าจะช่วยบูรณาการหลักสูตร MindMap ให้เข้าไปอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ทั้งในวงการการศึกษา และแวดวงธุรกิจ โดยผสมผสาน MindMap เข้าไปหลักสูตรพัฒนาผู้นำ การขาย การตลาด การสร้างแรงบันดาลใจ ติดตามและเฝ้ารอการผลงานของพวกเราได้เร็วๆ นี้

อาหารบุฟเฟต์นานาชาติ ที่ห้องอาหาร Colonnade รร.สุโขทัย

อาหารหวานของที่นี่ รสชาติดีไม่แพ้หน้าตา

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณมิตรภาพจากเพื่อนๆ ร่วมหลักสูตร ที่ทำให้คอร์สนี้หอมกรุ่นไปด้วยไออุ่นแห่งรัก (เยอะไปมะ 555) และในฐานะประเทศเจ้าภาพ พวกเราเลยลงขันมอบหนังสือ “คัมภีร์ Mind Map” ที่อาจารย์ธัญญา ผลอนันต์ เป็นผูัแปลจากต้นฉบับที่โทนี บูซาน เป็นผู้เขียน มอบให้กับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติไว้เป็นที่ระลึก รู้ทั้งรู้ว่าเขาอ่านไม่ออก แต่เราเชื่อว่ามันเป็นของขวัญที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่ทำให้เขาต้องโหลดใส่กระเป๋ากลับบ้านไป ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกลา อ.ธัญญา และเหล่าศิลปินชาวไทยก็ได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติที่ร้าน Secret Garden เสียดายที่ผมไม่ได้ไปแจมด้วยเลยไม่มีภาพสวยๆ มาอวดกัน (ใครมีช่วยส่งมาด่วน เดี๋ยวอัพเข้าไปให้)

ก่อนจบคอร์ส Chris ได้แอบบอกกับพวกเราว่านี่เป็นคอร์สที่ดีที่สุดเท่าที่เคยจัดมา Chris อาจจะพูดเพื่อเอาใจพวกเรา แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญตราบที่สิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเอง

จบท้ายคอร์สเหล่า Certified Trainer คนไทยก็ไปรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อฉลองความสำเร็จด้วยการกินอีกแล้วครับพี่น้อง ขอบคุณคุณแซมและสามีที่เลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราเป็นอย่างดี ถ้าจับป้อนเข้าปากได้เขาคงทำไปแล้วล่ะ 555 (ล้อเล่นนะครับ) คราวหลังเราน่าจะนัดกันไปออกกำลังกายหรือเข้าคอร์สลดน้ำหนักบ้างก็ดีนะฮ่ะ ตอนนี้อ้วนกลมจนออกหน้าไปแล้วอ่ะ

After-class Veggie Party


เครื่องมือฝึกสมอง

ทีนี้เรามาลองฝึกสมองกันเล็กน้อย แบบฝึกหัดเล็กๆ ที่เลือกมาเพียง 3 เพื่อช่วยกระตุ้นให้สมองเราทำงานได้ดี

เริ่มต้นด้วยการวาดรูป

เราทุกคนต่างผ่านวิชาศิลปะกันมา แต่เคยสังเกตมั๊ยว่าเราใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา และอีกหลายๆ ศาสตร์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่ค่อยฉลาดเท่าที่ควร ท่องอาขยาน สูตรตรีโกณ เคมี ชีวะ ไปสักพักก็ลืม แต่สิ่งที่เราจำได้คือ ภาพวาดที่เราได้คำชมจากครู หนังการตูนยอดฮิต โดเรมอน และมนุษย์ไฟฟ้า ที่ทำให้เราต้องเฝ้าหน้าจอทุกวันหยุดจนเกือบจะฝึกบินด้วยกระโดดลงมาจากหลังคาราวกับว่ามีพลังปาฏิหารย์ยอดมนุษย์ในตัว

เรามารื้อความทรงจำวัยเด็กกันหน่อยมั๊ย ด้วยการใช้ตัวอักษรให้น้อยลง หันมาวาดภาพกันมากขึ้น ถ้าไม่มีเกมอะไรเล่นให้หันมาเล่นเกม Draw Something ซึ่งเป็นการฝึกจินตนาการได้ดีทีเดียว

การวาดภาพ การฝึกผสมสีในการแต่งตัวให้โก้เก๋ การแต่งภาพด้วย app บน smart phone หรือการแต่งสไลด์บน powerpoint นอกจากจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้ว ยังทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่รู้ตัว เอาเป็นว่าถ้าผมวาดภาพได้ ทุกคนก็ต้องวาดได้เช่นกัน และนี่คือ MindMap ฉบับบ้านๆ ที่ผมขีดเขียนขึ้นบนคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่สวยเท่าไหร่เพราะว่ามีเวลาเนรมิตเพียงน้อยนิด แต่มันก็สามารถอธิบายความเป็นตัวเราได้จบภาพในหน้าเดียว

เรื่องเกี่ยวกับผม

มาต่อด้วยการโยนลูกบอล

ตั้งแต่วันแรก เราได้รับลูกบอลมา 3 ลูก ตอนแรกนึกว่าให้มาจับบีบเล่นเพื่อคลายเครียด ที่ไหนได้วิทยากรบอกให้เราไปฝึกโยนลูกบอล 3 ลูกนี้ ถ้าเลี้ยงได้สำเร็จเราคงได้เป็นนักมายากลแน่ๆ

มารู้ในภายหลังว่าการโยนลูกบอลถือเป็นการฝึกสมองทางหนึ่งเขามีการศึกษาออกมาเพื่อยืนยันว่าการโยนลูกบอล แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าเราฝึกฝนจะช่วยให้เซลส์สมองนั้นเกิดการเชื่อมต่อได้ดียิ่งขึ้นกว่าคนทั่วไป (ลองอ่านบทวิจัยอ้างอิงได้ที่นี่ครับ) ผมว่าเหตุผลง่ายๆ ก็คือการที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะเป็นการกระตุ้นให้เซลส์ทำงานด้วยความขยันมากขึ้น เพราะหน้าที่ของสมองคือการหาวิธีเอาตัวรอด แต่ถ้าเมื่อไหร่เราหยุดเรียนรู้ สมองจะทำหน้าที่ดึงประสบการณ์เก่าๆ ออกมาใช้ที่เราเรียกว่า ความเคยชิน หรือการทำบางสิ่งบางอย่างโดยอัตโนมัติ รู้อย่างนี้แล้วต้องหาอะไรท้าทายทำตลอดเวลา สมองของเราจะได้ไม่ตายด้าน ลองคิดเร็วๆ คุณคิดว่าคุณสามารถฝึกสมองด้วยการเปลี่ยนชีวิตประจำวันอะไรได้บ้าง? การขับรถไปยังถนนที่เราไม่คุ้นเคยทำให้เรา Alert ไม่ใช่น้อย ลองปรุงอาหาร Fusion จากของเหลือในตู้เย็นเหมือนที่เชฟหมีทำ เวลาว่างลองหัดเลี้ยงหลานดูบ้างจะรู้ว่าภาษาที่เราใช้มันไม่เวิร์คสำหรับเด็ก การพบปะเพื่อนฝูงในสังคมใหม่ๆ ทำให้เราต้องรู้จักปรับตัว การหาเกมฝึกสมองประเภท Brain Teaser มาเล่น โหลดได้เพียบจากแอพสโตร์และเวบต่างๆ (แต่ว่าอย่าเล่นจนไม่เป็นอันทำงานล่ะ) และถ้าเป็นไปได้ลองหาโอกาสฝึกพูดในที่ชุมชน เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่กล้า แต่ถ้าคุณทำได้หนึ่งครั้ง ครั้งต่อไปจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เชื่อผม

มาฝึกจินตนาการกันเถอะ

เขาบอกว่ามนุษย์เราทุกคนมีจินตนาการ แต่เรามักหลงทางเพราะเรามักยึดติดกับเรื่องจริงมากจนเกินไป ความเป็นเหตุเป็นผลมันมาพร้อมกับวัย ประสบการณ์ ข้อมูล และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต พอมันมีมากไปมันเลยเป็นความทรงจำฝังใจให้เราไม่กล้าทำอะไรนักต่อนัก เขาถึงบอกว่าอยากทำอะไรให้เป็น ต้องหมั่นฝึกฝนตั้งแต่เด็ก เพราะเด็กมันไม่ค่อยมี Mental Block เหมือนผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะเรียนรู้อะไรใหม่ไม่ได้ แต่เราทำได้ช้ากว่าเด็ก เพราะสมองเรามักนึกคิดติดจรวดสั่งการไปก่อนว่า “จะดีเหรอ”, “จะทำได้มั๊ย”, “อายเด็กเขา”, “เสียเวลา”, “ไร้สาระน่ะ”, “มันจำเป็นด้วยเหรอ”, “เอาไว้ก่อน”, “ให้คนอื่นทำแทนดีกว่า” สุดท้ายด้วยความไม่มีวินัย หรือใช้เหตุผลมากจนเกินไป สุดท้ายเลยไม่ได้ทำสักที

ลองย้อนมองกลับไปในวัยเยาว์ ถ้าไม่นับความโดดเด่นด้านการเรียน คุณคิดว่าทักษะอะไรเป็นทักษะพื้นฐานที่คนๆ หนึ่งควรจะทำให้ได้ และใช้ให้เป็น (อย่าคิดมาก….)

สำหรับผมมันคือการ การดีดนิ้ว ผิวปาก เป่าลูกโป่ง หมุนปากกา ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ แหกขา ตีลังกา เล่นเสก็ต พอโตขึ้นมาหน่อย เราต้องขับรถเป็น ถ้าร้องเพลงเพราะ เล่นดนตรีได้ หรือพูดได้หลายภาษา จะถือว่าเป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้คุณได้เปรียบเหนือใคร

วิธีสร้างจินตนาการที่เรียนมาเขาเรียกว่า “Metaphoric Thinking” ส่วนผมเรียกว่ากลยุทธ์ อาวเอี๊ยงฮง ที่ฝึกวิชายุทธ์จากคัมภีร์เก้าอิมแบบทวนทิศจนเพี้ยนไป หรือจะเรียกว่า “Back & Forth Thinking” ก็ได้ มันคือการคิดกลับหน้ากลับหลัง ย้อนไปย้อนมา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะหลอกสมองเราให้เราไม่ยึดติดกับความเป็นไปได้มากนัก

ถ้าคุณมีโจทย์ทางธุรกิจให้แก้ ให้ลองแปลงเป็นอุปมาอุปไมยด้วยการเปลี่ยน กริยา (Verb) ซึ่งหมายความถึงกระบวนการ (Process) และเปลี่ยนคำนาม (Noun) ใหม่ให้อยู่ในบทบทแบบใหม่ (Content) เช่น ถ้าคุณต้องการเพิ่มยอดขายของสินค้า อาจลองแปลงเป็น คุณต้องการจับปลาให้ได้มากขึ้น ไอเดีย(บ้าๆ)ที่เกิดขึ้น อาจเป็น หาแหอวนอันใหม่แทนการใช้ฉมวก, เปลี่ยนจากจับปลาในแม่น้ำเป็นจับปลาในมหาสมุทร, เปลี่ยนเหยื่อที่ใช้ในการจับปลา เมื่อคิดได้มากพอแล้ว ให้คิดกลับมาอีกที แหอวนอาจหมายถึงเครื่องมือทางการตลาดแบบใหม่ที่ทันสมัยและทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม, การจับปลาในมหาสมุทรอาจหมายถึงการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นการจับตลาดแมสซึ่งใหญ่กว่า, การเปลี่ยนเหยื่ออาจหมายถึงเปลี่ยนรูปแบบของโปรโมชั่นให้ดูตื่นตาตื่นใจกว่าเดิม เมื่อ map ได้เลยค่อยคิด Action Plan ต่อจากสิ่งนั้น

เราสามารถแปลงความเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หากเราเชื่อในจินตนาการมากกว่าเชื่อในเหตุผล

ฝากไว้ให้คิดถึง

Left-Brain & Right Brain Thinking (ความแตกต่างระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา)

เรามักคิดกันไปเองว่า นักบัญชี นักกฎหมาย และอีกหลายนักที่ทำงานเกี่ยวกับตัวเลข ตัวหนังสือ เป็นพวกสมองซีกซ้าย ส่วนนักดนตรี จิตรกร และคนที่อยู่กับภาพวาดและท่วงทำนอง เป็นพวกเอียงขวา อันที่จริงแล้วคนที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพใดก็ตามล้วนแต่ต้องเป็นพวกที่ใช้สมองทั้งสองซีก นักบริหารที่ดีอาจเก่งในการวิเคราะห์และตัดสินใจที่เฉียบคม แต่คนที่เป็นนักบริหารมืออาชีพล้วนเป็นคนที่เก่งทั้งคนและเก่งทั้งงาน นั่นหมายความว่าเราควรต้องหัดเป็นคนที่ใช้ Whole-Brain Thinking ความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดไอเดียดีๆ ตรรกะทำให้เราวิเคราะห์เหตุการณ์ได้แม่นยำ แต่ก่อนตัดสินใจทำอะไรก็ตาม เราไม่อาจวิเคราะห์แค่ผลดีและผลเสียเท่านั้น อาจต้องใช้ทั้ง Head (เหตุผล) และ Heart (ใจ) หรือสัญชาตญาณประกอบกันด้วย

Generative & Reactive Thinking (การคิดแบบสร้างสรรค์หรือการคิดแบบตั้งรับ)

ความเคยชินและการตอบสนองต่อสถานการณ์โดยอัตโนมัติถือการอาการของคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถูกควบคุมโดยสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ระยะสั้น และที่สำคัญมักมองตัวเองเป็นเหยื่อของปัญหานั้นเสมอ นี่คือแนวความคิดของคนประเภท Reactive หรือคนที่ชอบตั้งรับ ส่วนคน Proactive หรือ Generative จะเป็นคนที่ชอบสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ และการแก้ไขปัญหาระยะยาว คนเหล่านี้มีภาวะความเป็นผู้นำสูง ซึ่งคอนเซปต์นี้สอดคล้องกับคุณสมบัติข้อแรกใน The 7 Habits of Highly Effective People นั่นคือการเป็นคนที่มีความเชื่อว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งรอบตัวได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตนเองก็พร้อมที่จะยอมรับการตัดสินใจนั้นๆ Generative Thinking หรือ Positive Thinking จึงอาจเป็นเรื่องเดียวกันที่ว่า ความเชื่อทำให้คนสามารถ ความขี้ขลาดทำให้คนล้มเหลว

Conscious & Unconscious Thinking (สติกับจิตใต้สำนึก)

พลังแห่งจิตใต้สำนึกนั้นมีอานุภาพมากเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้  นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้เชื่อว่ามนุษย์เรานั้นใช้ศักยภาพของสมองไม่เกิน 5% เพราะอีก 95% ที่เหลือมันอาจกลายเป็นพลังอันเหลือเชื่อที่เราคาดไม่ถึง เช่น คนตกใจสามารถยกตุ่มได้ คนที่ฝึกพลังจิตจนกล้าแกร่งอาจสามารถอ่านใจคน ตัดตะเกียบด้วยกระดาษ หรืออาจถึงขั้นเหาะ เหิน เดินบนอากาศก็เป็นได้ มีอะไรอีกตั้งมากมายที่เป็นเรื่องลี้ลับที่รอการพิสูจน์ หากเรารู้จักวิธีฝึกฝนเพื่อนำพลังซ่อนเร้นจากจิตใต้สำนึกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราคงเป็นคนเหนือคนได้ไม่ยาก

Creativity & Innovation (ความคิดสร้างสรรค์กับนวัตกรรม)

ความคิดสร้างสรรค์คือความสามารถในการนำไอเดียที่มีอยู่ผนวกกับวิธีการใหม่ๆ เพื่อทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์เดิมที่เราตั้งไว้ แต่ในขณะที่นวัตกรรมคือการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และตรรกะความเป็นจริง เมื่อนำมาประยุกต์แล้วทำให้เกิดทางออกหรือแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งอาจตอบโจทย์ได้มากกว่าที่เราคาดคิดไว้ตั้งแต่ต้น

คลิปด้านบนนี้ คือตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนจากการขึ้นบันไดเลื่อนให้หันมาใช้บันไดแทน (เพราะว่ามันสนุกดี) แต่คำถามคือสิ่งนี้ถือเป็นนวัตกรรมได้หรือไม่ คำตอบคือเรายังไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมตราบใดที่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นถูกแก้ได้เพียงชั่วคราว คนเร่งรีบอาจจะหันกลับมาใช้บันไดเลื่อนอยู่ดี คนที่เคยสนุกกับการขึ้นบันได เมื่อใดที่เบื่อก็อาจกลับมาใช้บันไดเลื่อนอยู่ดี ฉะนั้นนวัตกรรมจึงเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาด้วยเหตุผลที่จูงใจและสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ในระยะยาว

Brainstorming Ideas (การระดมสมอง)

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย เป็นภาษิตที่เราได้ยินมาตั้งแต่เล็ก เพราะเราเชื่อว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว มีคนช่วยกันคิดดีกว่าคิดเองเออเองคนเดียว แต่ถ้าเราลองสังเกตดูให้ดีเราจะพบว่าเหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นในเวลาที่เราระดมสมอง อย่างแรกคือใช้เวลามากเกินไป อย่างที่สองคือเหตุผลของคนบางคนทำให้เราไม่กล้าคิดต่อ อย่างที่สามคือบางครั้งไอเดียที่ได้อาจไปด้วยกันไม่ได้ หรือถ้ามากกว่านั้นคือการระดมสมองทำให้ไม่เกิดข้อสรุป แล้วทุกอย่างก็กลับมาเริ่มต้น ณ จุดเดิมใหม่อีกครั้ง

ข้อแนะนำสำหรับการรวบรวมความคิดดีๆ คือให้เริ่มจากการที่ต่างคน ต่างคิด ยังไม่ต้องปรึกษา ทั้งนี้จะได้ไม่รู้สึกกดดัน หรือถูกควบคุมโดยคนบางคน หลังจากนั้นให้เริ่มรวบรวมไอเดียเป็นกลุ่มเล็กก่อน อย่างน้อยการทำ Breakout Groups หรือการแบ่งกลุ่มย่อย ทำให้เรามีพวก มีความมั่นใจในการนำเสนอไอเดียนั้นมากขึ้น แล้วสุดท้ายจึงค่อยนำมารวมในกลุ่มใหญ่อีกที

การคัดลอกไอเดียจากคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด หากรู้จักต่อยอดและสร้างสรรค์ไอเดียนั้นให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เขาถึงบอกกันว่า First Mover (คนที่เริ่มก่อน) แม้จะได้เปรียบกว่าแต่มักจะพ่าย Second Mover (คนที่เร่ิมเป็นคนที่สอง) ที่ฉลาดและเร็วกว่าคนเริ่มทีหลังทั่วไป

ผมหวังว่าบทความที่กลั่นออกมาจากสมองเล็กๆ ของผมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างมาก (เป็นคนไม่มักน้อย) การเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งนอกจากจะทำให้สมองของเรานั้นได้วิตามิน Anti-Aging แล้ว อาจทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ไม่เพียงมีระบบแบบแผนเท่านั้น แต่ยังได้เพลินเพลินและพักผ่อนกับการทำน้อยแต่ได้ผลมากอีกด้วย

Life is a long learning process.  You are capable of doing things more than you could be.  Practice your brain for you will change for less pain but higher gain.

ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คุณสามารถเป็นได้มากกว่าสิ่งที่คาดคิด จงฝึกสมองเพื่อเปลี่ยนทิศ ให้ชีวิตทุกข์น้อยแต่กำไรมาก ด้วยความปรารถนาดีจาก #คิดออกนอกหน้า
สำหรับท่านใดที่สนใจในการฝึก MindMap สามารถติดต่อที่ผมหรือทีมงานของ ThinkBuzan Thailand ได้เลยครับ
 
2 Comments

Posted by on April 29, 2012 in dhamma, Experience, marketing, Opinion

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

2 responses to “คิดสร้างสรรค์ด้วยพลังของ MindMap

  1. nipa sungsriin

    May 1, 2012 at 8:35 am

    หลักสูตรดีมากเลย น่าสนใจ

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: