RSS

สองฝั่งเจ้าพระยา มนตราของสายชล

11 Apr

แต่ละวันสายชลมีโอกาสต้อนรับเพื่อนๆที่ใช้บริการล่องเรือมากมาย ไม่ว่าจะข้ามฟาก แวะข้ามฝั่ง หรือจะนั่งชิลล์กินลมชมวิวก็ตาม สายชลมีความยินดีให้บริการเพื่อนๆ เสมอแต่วันนี้ก็มีในใจอยากจะบอก “ถ้าอยากอยู่ใช้สายชลไปนานๆ ช่วยรักษาความสะอาดกันนิดนึงนะครับ เพราะถ้าสายชลทนไม่ไหว ก็จะส่งกลิ่นออกมาแรงๆ แต่ถ้าพิโรธโกรธจัด สายชลก็จะปล่อยน้ำให้ท่วมตลิ่งกันไปเลย”

หากแม่น้ำพูดได้คงจะพูดสิ่งนี้ดังๆ ให้พวกเราได้ยิน ในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ใช้บริการของสายชล (ซึ่งหมายถึงแม่น้ำเจ้าพระยา) ถึง 2 ครั้ง 2 คราในเวลาไล่เลี่ยกัน เลยขอเก็บเรื่องเล่างามๆ มาแบ่งปันกันนะครับ

ล่องเรือเมขลา VS เรือคุณแม่

เมื่อวันศุกร์ปลายเดือนมีนาคม ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าว ผมมีนัดกับเพื่อนชาวไทยและเทศที่หัวลำโพง เอ๊ะยังไง ไหนบอกว่าจะไปล่องเรือ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าทริปนี้เรือจะออกจากท่าที่บางปะอิน อยุธยา เราเลยตัดสินใจใช้บริการรถไฟไทยเพื่อไปต่อเรือที่นั่น “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” ใครนะช่างคิดคำนี้ เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ รถไฟกำหนดออกเดินทาง 9:26 นาฬิกาไทย แต่ผ่านไปชั่วโมงนึงแล้วเรายังอยู่แถวดอนเมือง แต่ก็ว่าเขาไม่ได้เพราะเขาให้เรานั่งฟรี จะซื้อตั๋วแบบเสียตังค์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมขาย สงสัยรถไฟขบวนนี้คงเป็นขบวนช้าพิเศษ ห้ามบ่น! สารภาพว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้กลับมาใช้บริการรถไฟอีกครั้งโดยไม่เสียสตางค์ เชยไปนิดเพราะว่าเขาประกาศมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนด้วยโครงการนั่งรถไฟฟรีเพื่อประชาชนมานานแล้ว ไปอยู่ที่ไหนมาไม่รู้ แต่ที่รู้คือเขาต่ออายุให้ถึงสิ้นเดือนตุลาคม ปี 2555 นะขอรับ

เราใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมงเต็มจากกรุงเทพฯ ถึงบางปะอิน ยังหวั่นใจอยู่ว่าผู้โดยสารที่เดินทางต่อไปถึงพิษณุโลกจะหืดขึ้นคอขนาดไหน ฉี่เฉ่อคงต้องอั้นกันอย่างเต็มที่ เพราะห้องน้ำที่เห็นอยู้ใช้การไม่ได้ ส่วนอ่านล้างมือมีไว้ประดับเฉยๆ เพราะว่าน้ำไม่ไหลซักหยด มีพ่อค้าแม่ค้าเดินขึ้นมาขายของตลอดการเดินทาง ทั้งหมูปิ้ง ข้าวกล่อง น้ำและผลไม้ อยากจะอุดหนุนเสียเหลือเกิน แต่กลัวข้าศึกบุกตีแตกกลางรถไฟ เพราะฉะนั้นผมขอผ่านครับ

(กรุณาคลิ๊กเพื่ออ่านต่อครับ)

ตอนที่ 0: เรื่องเล่าก่อนลงเรือ

ถึงที่หมายแล้วครับ สถานีบางปะอิน เนื่องจากขาดสารอาหารกันแต่เช้า เลยแวะพักทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน “ยางเดี่ยว” พี่วินมอเตอร์ไซค์ที่มาส่งเราถึงร้านด้วยบริการเป็นกันเองบอกกับเราว่า ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 60 ปี รสชาติอาหารดีไม่ผิดหวัง เราก็พอทำการบ้านมาบ้าง ได้อ่านรีวิวของคุณปลาหมึกน้อยกับนายโอเลี้ยง ที่กรุณาถ่ายภาพและบอกพิกัดร้านมาให้เสร็จสรรพ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะหาไม่เจอนะครับ เพราะคนที่นั่นรู้่จักกันดี เป็นร้านอาหารขนาดไม่ใหญ่แต่ไม่เล็กอยู่ติดริมน้ำ ถ้าเป็นช่วงอากาศเย็นๆ ลมพัดผ่าน พ่อเจ้าเว้ยคงจะบรรยากาศดีมากๆ คุณป้ายิ้มพิมพ์ใจแต่ไร้ฟันมายืนจดออเดอร์ของพวกเราอยู่ตรงหน้า เราก็เริ่มต้นด้วยเมนูหอยจ้อปู (ของแท้) ตามมาด้วยห่อหมก (เสิร์ฟมาเป็นหลุม) ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม (เด็ดมากจานนี้) ฉู่ฉี่ปลาน้ำเงิน ต้มจืดหม้อไฟเต้าหู้หมูสับ ต้องขอบอกว่าอร่อยทุกอย่าง หน้าตาแม้จะดูธรรมดาแต่รสชาติเยี่ยมยุทธมาก คราวหน้าคงต้องมาสอยเมนูกุ้งแม่น้ำกันซะแล้ว (ฝากไว้ก่อนนะจ๊ะนายจ๋า)

ทานอาหารกลางวันที่ร้านยางเดี่ยว บางปะอิน

เรากินอาหารเที่ยงกันแบบสบายใจเฉิบ เพราะในช่วงวันธรรมดาแขกจะน้อย ตรงกันข้ามกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผู้คนแทบจะล้นทะลักออกมานอกร้าน เมื่อเสร็จภาระกิจกันแล้วระหว่างที่รอเรือเมขลาออกจากท่าประมาณบ่ายสองโมง เราเลยแวะนมัสการวัดนิเวศธรรมประวัติกันโดยนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามเกาะมากันครับ

วัดนิเวศธรรมประวัติ ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.อยุธยา

วัดนี้ถือเป็นวัดที่มีความพิเศษมากเพราะเป็นวัดอารามหลวงที่ตั้งอยู่บนเกาะกลาง สร้างตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว (รัชกาลที่ 5) โดยท่านมีรับสั่งให้สร้างวัดตามแบบฉบับของโบสถ์ฝรั่ง น่าจะเป็นวัดเดียวที่มีการออกแบบสถานที่เป็นแบบตะวันตก (อ่านรายละเอียดและชมภาพในมุมต่างๆ ของวัดในที่เวบธรรมะไทยครับ) และได้ยินมาว่าช่วงวิกฤตน้ำท่วม ชาวบ้านต่างช่วยกันปกป้องไม่ให้วัดนี้ถูกน้ำท่วมตามไปด้วย สวยงามไปอีกแบบ

ตอนที่ 1: ล่องเรือวัฒนธรรมกับเมขลาลอยน้ำ จากอยุธยาถึงปากน้ำเจ้าพระยา

ได้เวลาขึ้นเรือแล้ว ไม่ชักช้ารอรีรีบไปสำรวจสถานที่รวมถึงห้องพักบนเรือกัน คืนนี้เราจะต้องพักกันบนนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีทีเดียว เรือเมขลาเป็นเรือขนข้าวโบราณหรือที่เรียกกันว่า “เรือเอี้ยมจุ้น” ที่นำมาดัดแปลงเป็นเรือโดยสารนำเที่ยว ลำนี้พิเศษกว่าลำอื่นตรงที่มีมีสองชั้น ชั้นบนใช้เป็นที่ชมวิวและทานอาหาร ส่วนชั้นล่างเป็นห้องพักที่มีห้องหับประมาณ 10 กว่าห้องได้ (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรือลำนี้ และลำอื่นๆ ของ Asian Oasis ได้ที่นี่ครับ)

เรือเมขลา Asian Oasis

มาชมกันดีกว่าว่าภายในลำเรือมีอะไรไว้คอยบริการบ้าง ตามผมบุกมาถึงห้องนอนกันเลยครับ ห้องนี้ช่างเล็กกระทัดรัดเสียนี่กะไร (ยืนชิดกำแพงแล้วก็ยังถ่ายภาพห้องได้ไม่ถนัดมือ) ห้องนี้แลดูจะอึดอัดเล็กน้อยสำหรับคนแขนขายาว พักเดี่ยวน่าจะสบายกว่าเพราะเตียงนอนเล็กมาก แต่ถ้าชอบนอนเบียดกันก็ถือเป็นความอบอุ่นที่เรือลำนี้เอื้อเฟื้อให้ของแถม ทีแรกนึกว่าจะมีห้องน้ำรวม แต่ที่นี่ไหนได้มีห้องน้ำฝังอยู่ในห้องพักแต่ละห้องเลย สะดวกมากๆ ทีที่สองนึกว่าจะต้องนอนก่ายหน้าผากคว้าพัดขึ้นมาโบกเป็นมือระวัง ผลปรากฎว่ามีแอร์ด้วยครับ โดยรวมแม้จะไม่สบายมากเท่านอนบ้านแต่ก็ถือว่าสะดวกเมื่อเปรียบเทียบกับห้องพักบนยานพาหนะทั่วไป

ล่องเรือเมขลาไปกับกัปตัน

โปรแกรมล่องเรือคราวนี้ค่อนข้างจะถูกใจฝรั่งตาน้ำข้าว (วัยทอง) ที่ชอบสรรหาสถานที่เที่ยวแบบชิลล์ๆ ดื่มดื่มกับวัฒนธรรม โดยไม่ต้องออกแรงเยอะ เน้นกินลมชมวิวเป็นหลัก เราล่องเรือตามลำน้ำกันมาเรื่อยจากอยุธยาจนมาถึงวัดศาลาแดงเหนือ (คนละศาลาแดงกับที่สีลมนะครับ) ที่อำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี

วัดนี้ถือเป็นวัดเก่าแก่ที่ยังคงอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิมของชาวมอญ แม้ว่าสภาพจะทรุดโทรมไปมาก แต่ก็ยังหลงเหลือซึ่งศิลปกรรมสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับวัฒนธรรมจากคนมอญ เช่นรั้วแดงที่มีโครงร่างเป็นรูปคน โอ่งโบราณที่มีรูปทรงโป่งกลมตรงกลางแต่ฐานจะเล็กและผอมเพรียว ผมเพิ่งจะทราบว่าจากคุณเอ็ด ไกด์ประจำเรือเมขลาเราว่า เสาหงส์ที่เราเห็นกันทั่วไปอย่างบนถนนอักษะนั้นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมชาวมอญ เสานี้พบได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นเพราะคนมอญ (ประเทศพม่า) นั้นสร้างไว้เพื่อระลึกถึงเมืองหงสาวดี

วัดศาลาแดงเหนือกับชุมชนชาวมอญ

เราใช้เวลากันอยู่พักใหญ่เดินชมอุโบสถวัดและชุมชนชาวมอญที่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่หาได้มีโอกาสซื้อของอะไรติดไม้ติดมือขึ้นมาไม่ เพราะชุมชนนี้เขาไม่ได้มีของอะไรขายพอจะนำไปฝากใครได้ เดินเพลินอยู่พักเดียวก็ได้เวลาพลบค่ำ ทานอาหารเย็น ชมวิวทิวทัศน์ตอนพระอาทิตย์ตก เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภาพอาหารมาฝาก เพราะแสงมันมืดเกินกว่าจะถ่ายภาพอาหารได้สวย แต่ขอการันตีเรื่องความอร่อยของเมนูอาหารไทยที่ปรุงสดและเสิร์ฟให้ทานกันบนเรือท่ามกลางแสงจันทร์และฝูงยุง ช่างเป็น Dinner Cruise ที่ดูโรแมนติคมากๆ แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยอย่างผักตบชวา ซึ่งเป็นสวะริมน้ำยังไม่วายถูกพนักงานเก็บเอามาร้อยทำเป็นแจกันตั้งโต๊ะ ช่างเป็นมื้อที่พิเศษอีกคืนหนึ่งที่นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

ก่อนปิดเบรคในช่วงนี้ ผมได้เก็บภาพพระอาทิตย์ใกล้ตกบริเวณวัดศาลาแดงและวัดไก่เตี้ยมาฝากเพื่อนๆ กันครับ งามแต้ๆ เน้อ

แดดโพล้เพล้ ณ วัดศาลาแดง

แดดร่มลมตกที่วัดไก่เตี้ย

ล่องเรือมากันพักใหญ่ ได้เวลาเรือจอดให้เรานอน เหตุผลง่ายๆ คือเราต้องการไฟฟ้าใช้ และต้องการประหยัดน้ำมัน เนื่องจากเราไม่ใช่เรือเดินสมุทรที่วิ่งกันข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่แขกคนอื่นเข้านอนแต่หัววันเพราะต้องตื่นแต่เช้า แต่แกงค์เราก็นั่งพูดคุยเล่นกันตามประสาคนนอนดึก จนกระทั่งได้เวลายุงหามเลยแยกย้ายกันเข้านอนตามอัธยาศัย

เวลาประมาณตีห้าครึ่ง เราเริ่มทะยอยกันตื่นนอน ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับมหานคร โดยในโปรแกรม เราจะแวะเดินตลาดเช้าที่ จ.ปทุมธานี กันเล็กน้อย ฝรั่งมังค่าเดินชมตลาดสดของเราด้วยความตื่นเต้นถ่ายภาพกันสนุกสนาน แต่พี่ไทยทั้ง 3 + กะอีก 1 ฝรั่่ง นี่แหละที่แวะชิมอันนี้ช้อปอันนั้นสนุกสนาน ได้ขนมสังขยาห่อใบตองมา 6 ชิ้น ขนมถ้วยมาหนึ่งกล่อง ตบท้ายด้วยขนมครกหลากรส ผลปรากฎว่าพอได้เวลาอาหารเช้าเท่านั้น กลับอิ่มซะฉิบ แค่น้ำส้มคั้นสดๆ ขนมปังทาแยมสักแผ่น ข้าวต้มหมูสับก้อนโตสักถ้วย แถมยังมีออมเล็ตอีก แค่นี้ก็อิ่มแปล้ไปตลอดเช้าแล้วครับ

ดากดากหฟาดาหฟ

ทานอาหารเช้าบนเรือ เมนูเรียบง่าย แต่อร่อยวิจิตร

ถึงกรุงเทพฯแล้ว

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่ท่าเรือยานนาวา ใต้สะพานตากสิน เป็นทริปที่เนือยๆ ไปนิด ไม่เหมาะกับคนไฮเปอร์อย่างเรา แต่ข้อดีคือมันทำให้เราพักผ่อนสมอง กินลมเสียจนพุงป่อง ความสุขที่เรียบง่ายบางครั้งมันเกิดจากการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเยอะ ไม่ต้องเช็คอิน ตอกบัตร หรือทำตัวยุ่งเหยิงตลอดเวลา แค่ให้เวลากับตัวเองปล่อยตัวปล่อยใจแค่นี้ก็สุขใจได้ในชั่วขณะ ขอบคุณไกด์นำทัวร์ คุณเอ๊ดที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ตลอดทริป ทั้งดูแล บริการสารพัด แถมยังเข้าครัวทำอาหารให้พวกเราทานเองอีกด้วย บริการแบบ All-in-One ซะขนาดนี้ ผมให้คะแนน 5 ดาวไปเลยสำหรับคุณภาพการบริการและการเอาใจใส่ของพนักงานบนเรือทุกคน

ขอบคุณเพื่อนป๋องที่แนะนำทริปดีๆ นี้มาให้ ขอบคุณนุชที่อยู่เป็นเพื่อนคุย นั่งเล่น Draw Something กันสนุกเลย และขอบคุณ Chris เพื่อนใหม่อารมณ์ดีที่ไม่เรื่องมาก กินง่ายคุยง่าย แถมยังให้โอกาสเรานั่งฟุตฟิตโฟไฟตลอดทาง สนุกดีครับ

เพื่อนร่วมเดินทางกับเรือเมขลา

>>>

ตอนที่ 2: ล่องเรือวัฒนธรรมกับโปรแกรมแม่น้ำสามสี

วันเสาร์ที่ผ่านมานี้ผมมีนัดกับเพื่อน ไปตะลุยทัวร์วัฒนธรรมล่องแม่น้ำสามสีกับเรือคุณแม่ (อ่านดูรายละเอียดโปรแกรมทัวร์ของเรือคุณแม่ได้ที่นี่ครับ) คราวนี้ต่างกับคราวก่อนตรงที่ทริปนี้เริ่มออกเดินทางจากท่าเรือริเวอร์ซิตี้และมาจบโปรแกรมลงที่เดิม ไม่ได้ไปไกลถึงอยุธยา แต่คราวนี้เราจะบุกไปชมและดื่่มดื่มกับวัฒนธรรม 3 ศาสนา อิสลาม พุทธ(ในแบบจีน) และคริสต์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ออกเดินทางตอนบ่ายสองกลับขึ้นฝั่งตอนก่อนทุ่มนึง ชิลล์ไปคนละแบบ

เรือคุณแม่ ออกทริปทุกวันเสาร์

เรือคุณแม่ก็เป็นเรือขนข้าวโบราณเช่นกันสามารถบรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 25-30 คน โปรแกรมนี้ดูจะกระชับหน่อยตรงที่ใช้เวลาคุ้มค่า มีสถานที่ๆแวะชมหลักๆ อยู่ 3 แห่งคือ แห่งแรกคือ มัสยิดฮารูณ มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ (ตรวจสอบแผนที่มัสยิดที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศได้ที่นี่) , แห่งที่สองคือ สมาคมเผยแพร่คุณธรรมเต๊กก่า (อ่านประวัติและกิจกรรมต่างๆของจีจินเกาะได้ที่นี่ครับ) สถานสักการะเทพเจ้าตามความเชื่อของลัทธิมหายาน และแห่งที่สาม โบสถ์ซางตาครู้ส หรือวัดกุฎีจีน

ได้เวลาบ่ายสองโมง เรือเริ่มออกจากท่าที่ริเวอร์ซิตี้ นั่งเรือจนตดยังไม่ทันหายเหม็น (ขออภัยที่ส่งกลิ่นเป็นการรบกวน) ปรากฎว่าเรือก็แวะไปจอดที่ท่าเยื้องๆ กับริเวอร์ซิตี้ ที่นี่คือชุมชนวัดม่วงแค ผ่านเมืองร้างเก่าแก่ที่คนนิยมมาถ่ายภาพ Wedding Studio กัน ต้องขอสารภาพว่าวันนั้นอากาศร้อนมาก แต่ก็บ่ยั่นโปะครีมกันแดดเข้าไป เหงื่อซิบตลอดทาง จนกระทั่งเราเดินผ่านมาถึงที่หมายคือมัสยิดฮารูณ ผู้นำบรรยายคนอิสลามแห่งนี้แนะนำให้เราเข้าใจถึงวิธีการล้างมือล้างเท้าก่อนเข้าสถานที่ ประเพณีการละหมาดของชายและหญิงที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในความเคร่งของคนอิสลามคือ เขามีวินัยต่อการปฏิบัติตน ทั้งการแต่งกาย การละหมาด การถือศีลอดและอะไรอีกหลายสิ่งโดยไม่ต้องบังคับขู่เข็ญ ความเชื่อของแต่ละศาสนาล้วนมีที่มา แต่อยู่ที่ว่าเราทำเข้าใจกับสิ่งที่ถูกสืบทอดต่อๆ กันมาได้ลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด

เป็นครั้งแรกที่ผมได้แวะมาถึงวัดจีจินเกาะ (อ่านประวัติของสมาคมแห่งนี้ได้ที่นี่ครับ) บอกได้คำเดียวว่าทึ่งมากที่วัดนี้ถูกสร้างมาด้วยความปราณีตมาก คงเพราะแรงศรัทธาของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากที่นี่ จึงทำให้ศาสนาพุทธตามความเชื่อของลัทธิมหายานยังคงเฟื่องฟูอยู่ในทุกวันนี้ วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระศากยมุณี และเทพเจ้าอีกหลายองค์ จำได้ไม่หมดจริงๆ บางชื่อก็ไปคล้องจองกับที่วัดมังกร ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ยังมีองค์กวนอูเง็กเซียนฮ่องเต้และเทพเจ้าบางองค์ที่เราคุ้นหูในหนังจีนกำลังภายใน จะด้วยเรื่องเล่าหรือตำนานอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เรื่องเล่านั้นมีการปรุงแต่งเยอะจนกระทั่งเราไม่ค่อยแน่ใจในความถูกต้องถึงที่มาที่ไปเท่าไหร่ แต่มีคำสอนอยู่คำหนึ่งบนป้ายที่ติดใจผมมากที่สุด (จำภาษาจีนไม่ได้) คือ บุคคลที่เราควรกราบไหว้มากที่สุดไม่ใช่เทวดาองค์เทพใดๆ แต่เป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ผู้มีพระคุณ และคนที่ให้การสนับสนุนเรา ฉะนั้นต่อให้เราเชื่อซินแสทำบุญสะเดาะเคราะห์ได้มากเท่าไรโดยเฉพาะในปีชงซึ่งนับวันมันจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไม่อาจสู้การประพฤติตนเป็นคนดี มีกตัญญูต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณ (อ่านบัญญัติ 10 บำเพ็ญ 8)

ไม่น่าเชื่อว่าโบสถ์ซางตาครู้สนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสิน เราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดินในทุกยุคทุกสมัยที่ทรงอุปถัมภกทุกศาสนาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก

เมืองเก่าแถบชุมชนวัดม่วงแค สถาปัตยกรรมที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์

มัสยิดฮารูณ ศึกษาวัฒนธรรมการเข้าวัดและบำเพ็ญศีลตามหลักของศาสนาอิสลาม

วัดจีน (จีจินเกาะ) สถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างตามหลักของฮวงจุ้ย

โบสถ์ซางตาครู้ส ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์

ในแต่ละที่ๆ เราเดินทางไป ไกด์ป๊อปจะเป็นผู้นำอธิบายประวัติความเป็นมา ความเชื่อ และวัฒนธรรมต่างๆ ที่สืบทอดกันมาตามยุคสมัย นอกจากเราจะได้เข้าชม หรือกราบไหว้สิ่งสิทธิ์แล้ว แต่ละที่มักจะมีของหวานติดไม้ติดมือให้เราได้ซื้อทานกัน แน่นอนครับเข้าชุมชนอิสลามก็ได้กินโรตี (โรตียี่ห้อ Rotini สุดยอดมาก) เข้าชุมชนจีน เสียดายไม่ได้แวะซื้ออะไร ถ้าเป็นรุ่นอาอี๊ อาอึ้ม ก็คงได้โต่ยจี๊ (บริจาคเงิน) หรือเช่าพระ ฮู้ หรือยันต์ติดกลับมาเป็นแน่แท้ ส่วนที่ชุมชนข้างวัดซางตาครู้ส เราได้แวะเข้าร้านขนมโปรตุเกสในซอยกุฎีจีน 6 ที่ขายขนมกุฎีจีน ขนมหน้านวล พายสับปะรดอะไรประมาณนี้อีกด้วย ได้ช้อปปิ้งบ้างอะไรบ้างรู้สึกจะถูกใจคนไทยเป็นอย่างดี

ซื้อขนมติดมือกลับบ้าน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ได้เวลาทานอาหารเย็นอีกแล้วครับพี่น้อง ต้องขอบอกว่ากินตลอดทางเลยเพราะที่นี่เขาเสิร์ฟน้ำดื่มสมุนไพร ผ้าเย็น และขนมตลอดทางเลย พอถึงเวลาทานข้าวจริงๆ ปรากฎว่าพื้นที่ในกระเพาะมันเริ่มร่อยหรอ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ เขาเสิร์ฟเราก็กิน เขาไม่เสิร์ฟเราก็หากินเองอยู่ดี 555

อาหารเย็นสำหรับทริปนี้เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ประกอบไปด้วยเมนูคาวหวาน ได้แก่ แกงเขียนหวานไก่ทานกับโรตี กุ้งทอดกระเทียม ผัดผักรวมมิตร น่องไก่ทอด ปลาหมึกผัดไข่เค็ม สปาเก็ตตี้ผัดเบคอน แม้อาหารจะจัดเต็มมากกว่าจำนวนคน แต่ผมว่ารสชาติยังไม่คุ้นลิ้นเท่าไหร่ ที่ถูกใจเห็นจะเป็นของหวานอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง และผลไม้ที่จัดเรียงดูน่าทานมาก

อาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์บนเรือคุณแม่

น้องแบงค์ชวนชิม เมนูของหวานและผลไม้

เราใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงในการกินลมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟากฝั่ง ดื่มด่ำกับลมเย็นๆ บนหัวเรือ เบิกบานกับการถ่ายภาพสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดอรุณฯ สะพานข้ามแม่น้ำทั้งหลาย เรือหางยาว เรือ Dinner Cruise ที่ขับผ่านไปมา ต้องขอขอบคุณน้องสันต์ผู้นำทริปนี้มาบอกกล่าว ได้ความรู้มากมายจากการเดินทางไปยังที่แปลกใหม่ นอกจากการไหว้พระ 9 วัดทางเรือ ขอบคุณน้องแบงค์ Presenter ของเราที่เป็นสีสันของทริปนี้ (ดูจากสีเสื้อซะก่อน) ถ้าจะให้คะแนนสำหรับเรือคุณแม่ ต้องยกให้เรื่องข้อมูลที่แน่นปึ๊กของไกด์ที่ทำทริปนี้ดูมีอะไร

เดินทางมาเป็นผู้ปกครองของน้องๆ กับทริปแม่น้ำสามสี

พระอาทิตย์ตกที่วัดอรุณ

ก่อนจะจบทริปนี้ ขอฝากภาพสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถ่ายจากบนเรือให้ดูกันอีกครั้ง หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินสนุกสนานเสมือนว่าเดินทางไปด้วย

อย่าพลาดเร็วๆ นี้ไช้อาจจะจัดโปรแกรมทัวร์สุดพิเศษเป็น Exclusive Trip ล่องเรือตามใจฉัน จะแจ้งข่าวให้ทราบอีกครั้งนะครับ ท่านใดสนใจรีบส่งอีเมล์มาสำรองที่นั่งไว้ก่อน หรือจะทวีตมาทักทายบน Twitter @somchartlee

ขอบคุณและสวัสดีคร้าบ

 
Leave a comment

Posted by on April 11, 2012 in Experience, Food, Travel

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: