RSS

แจ่มดอยคอยรัก

17 Mar

บ้านบนดอย บ่มีแสงสี บ่มีทีวี บ่มีน้ำประปา บ่มีโฮงหนัง โฮงนวด คลับบาร์ บ่มีโคล่า แฟนต้า เป็บซี่

หลาย 10 ปีผ่านไป บนดอยถิ่นห่างไกลความเจริญแม้จะยังคงไม่มีคลับบาร์ (เพราะไม่รู้ใครจะขึ้นไปใช้บริการกันไกลขนาดนั้น) แต่สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างก็เริ่มเข้ามาถึง บางชุมชนมีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ บางแห่งก็ปั่นไฟจากพลังน้ำหรือ โซล่าเซลล์แทน โรงหนังก็ไม่มีแต่ที่พอมีคือทีวีจานดาวเทียมที่พอให้คนทั้งชุมชนมานั่งมุงดูกันอบอุ่นดี ถึงไม่มีโรงนวดแต่เราก็พอจะหาหมอนวดแผนไทยฝีมือดีในหมู่บ้านพอได้บ้าง แต่ก่อนมีโคล่าก็ว่าหรูแล้วเดี๋ยวนี้มีน้ำสารพัดสีรวมถึงน้ำชาเขียวก็ส่งขึ้นมาถึงบนดอยแล้วครับ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเริ่มมีใช้ในบางพื้นที่ แม้คลื่นสัญญาณมือถืออาจจะดับเป็นหย่อมๆ แต่ถ้าลงจากดอยเข้าไปในเมืองซักหน่อยรับรองว่าชัดแจ๋วแว๋ว

ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนต่างยินดีต้อนรับความเจริญเข้าสู่ชุมชน เรากลับรู้สึกเสียดายที่ความเจริญนั้นมันไม่ได้หยุดแค่ตรงสาธาณูปโภคพื้นฐานที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนบนดอยดีขึ้นเท่านั้น หากแต่เป็นการนำค่านิยมผิดๆ ติดขึ้นมาพร้อมกัน จากวิถีชีวิตชุมชนที่เน้นพึ่งพาอาศัยกันอย่างพอเพียง กลายเป็นวิถีของการแสวงหาสินทรัพย์เพื่อยกระดับฐานะการเป็นอยู่แบบคนเมือง ความสมดุลระหว่างวัตถุและธรรมชาตินิยมจึงเป็นกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีวันจบ

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ดูเหมือนจะเป็นทางออกของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน คือการยึดหลักทางสายกลาง ไม่ผลิตมากเกินกำลังบริโภค และชุมชนต้องรู้จักบริหารจัดการทรัพยากรให้เป็น

เป็นที่น่าเสียดายที่ไฟไหม้ฟางกันไปใหญ่แล้ว โลกทั้งโลกเบนเข็มมาทางเดียวกันหมดคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งเพื่อความได้เปรียบทางการค้า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราต่างก็เห็นกันอยู่ ประเทศที่เสียดุลทางการค้าก็ลุกขึ้นมารวมตัวเป็นพันธมิตรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ ส่วนกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วก็พยายามสร้างความได้เปรียบด้วยการชงนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศยิ่งดูไม่เป็นธรรมมากไปกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้โลกถูกแบ่งเป็นหลายขั้ว แต่ยังทำให้เกิดความผันผวนทั้งทางด้านการเมือง สังคม และธรรมชาติอีกด้วย ท่าทางโลกนี้จะอยู่กันได้ยากขึ้น เมื่อการพึ่งพาอาศัยกันอย่างมิตรแท้มันไม่มี มีแต่ศัตรูถาวรที่จ้องเล็งผลประโยชน์จากคนที่อ่อนแอกว่า (ฟังดูเครียดไปกว่าเดิม)

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้มาเยือนชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ด้วยความสนใจในรูปแบบการพัฒนาโครงการนำร่องสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส และฝึกเขาให้เป็นผู้นำในการกลับไปพัฒนาชุมชนที่เขาอยู่ แทนการส่งเด็กหัวกะทิเข้าเมืองด้วยการทิ้งบ้านเกิดแล้วปล่อยให้ชุมชนอยู่กันไปตามสภาพที่ไร้ผู้นำที่มีศักยภาพและความสามารถ

“ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า” ถือเป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความอบอุ่น และมีความสุขอย่างพอเพียง ภายใต้เรือนไม้ไร้ฝาผนัง มีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 1-3 เพียง 60-70 คนเท่านั้น รูปแบบการเรียนรู้เป็นการบูรณาการระหว่างวิชาพื้นฐานของระบบสามัญศึกษา และวิชาพื้นฐานการดำรงชีพ หลักสูตรของโรงเรียนสาธิตแห่งนี้เพิ่งได้รับการรับรองหลักสูตรจาก มศว. แม้เด็กที่นี่จะไม่ใช่เด็กที่ถูกคัดมาอย่างดีให้มีไอคิวสูงเท่ากับมาตรฐานเด็กสาธิตในเมืองทั่วไป แต่เขาถูกฝึกให้มีทักษะการดำรงชีพควบคู่ไปกับจริยธรรม ห้องเรียนของเขาจึงไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แต่เป็นห้องเรียนขนาดหลายสิบไร่ ให้เขาฝึกปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า ซ่อมเครื่องยนต์ และสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว ความตรงไปตรงมาจึงทำให้การเรียนรู้ที่นี่แตกต่างจากโรงเรียนอื่น เพราะเป้าหมายในการดำรงชีพของแต่ละคนไม่ใช่ว่าจะไปจบด้วยการเป็นนักบิน นักวิทยาศาสตร์ หรือนักธุรกิจ แต่บางคนเขาแค่ต้องการเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี สามารถเลี้ยงดูแลตัวเองได้และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมเล็กๆ บนดอยที่คนเมืองอย่างเราอาจไม่มีวันเข้าใจ

เสียดายที่ครั้งนั้นเมื่อ 2 ปีก่อน เราจัดทริปพาเพื่อนๆ ผู้ประกอบการไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เพียงแค่ครึ่งวัน แม้จะรวบรวมทุนการศึกษาและปัจจัยของบริจาคได้มากพอสมควร แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือการได้ทานข้าวและทำกิจกรรมร่วมกับน้องๆ ซึ่งทำให้เรารู้ซึ้งและรู้สึกศรัทธาในอุดมการณ์และวิสัยทัศน์ของสมเด็จย่าต่อพัฒนาการศึกษาของเด็กชาวเขา อีกทั้งยังทำให้เราเห็นมุมมองที่ต่างไปกับการใช้ชีวิตที่มีความสุขไม่น้อยไปกว่าคนทำงานใส่สูทผูกไทด์อย่างพวกเรา

เสน่ห์ของชุมชนนี้คือความพอดิบ (ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินความจำเป็น) และพอดี (มีความสุขสันโดษกับการใช้ชีวิตพอเพียง) และนี่คือจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ผมมีกับแม่แจ่ม ยังมีคำถามมากมายที่ยังค้างคาใจ ยังอยากเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนให้มากกว่านี้ มากพอที่เราจะสามารถแบ่งปันองค์ความรู้หรือความช่วยเหลือมายังชุมชนที่มักน้อยแต่มีความตั้งใจและรู้จักคุณค่าของการให้มากกว่าการได้รับ

และจากวันนั้นเอง ผมตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งจะเดินทางกลับมาพร้อมคำสัญญาก้อนโต “การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนนี้ให้ยั่งยืนต่อไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ทันทีที่ผมเขียนหนังสือ “คิดออกนอกหน้า” เสร็จในช่วงต้นปีที่แล้ว ผมได้บอกกับทางสำนักพิมพ์ว่าผมขอมอบเงินส่วนของผู้เขียนทั้งหมดเป็นทุนตั้งต้นในการสนับสนุนการศึกษาของโครงการพระเมตตาสมเด็จย่า เมื่อเราไม่ได้ตั้งใจหารายได้จริงจังจากการเขียนเพราะมันก็ไม่ได้มากมายอะไร ทั้งหมดที่ทำไปจึงเกิดจากความรักและความตั้งใจที่จะแบ่งปันให้กับสังคมแม้จะเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ผมขออนุโมทนาแด่เพื่อนๆ ทุกคนที่ช่วยกันอุดหนุนซื้อหนังสือ รวมถึงผู้ที่บริจาคเงินและปัจจัยเข้ามาเพิ่มเติม นับเป็นกุศลที่เราต่างได้ทำร่วมกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม (สาธุ) ผมได้นำรายได้ส่วนหนึ่งมอบผ่านโครงการพระเมตตาสมเด็จย่าเพื่อเป็นทุนการศึกษาและอาหารกลางวันของเด็กๆ และอีกส่วนหนึ่งถูกเจียดไว้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านโครงการ “ชุมชนคนพอเพียง” จากการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า และการจัดซื้ออุปกรณ์การแสดงเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในงานสำคัญต่างๆ เงินสนับสนุนทั้งหมดนี้แม้จะเป็นทุนให้เปล่าที่ไม่มีเงื่อนไขผูกมัด แต่เราสามารถติดตามผลเพื่อให้แน่ใจว่าเงินก้อนนั้นถูกจัดสรรนำไปใช้สอดคล้องตามเจตนารมย์ที่ได้ตั้งไว้

หากท่านใดสนใจสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กองทุนการกุศลสมเด็จย่าเพิ่มเติม สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่นี่เลยครับ

ถ่ายรูปคู่กับลูกอุปถัมภ์

วันที่ 7 มีนาคม 2555 แทนที่จะได้ไปเวียนเทียนกันที่วัดเนื่องในวันมาฆบูชา ผมมีนัดกับคุณครูมนตรีที่ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า ที่แม่แจ่ม และที่สำคัญจะได้พบหน้าน้องพิมพ์นภา ลูกที่อุปถัมภ์ไว้ตั้งแต่ปีก่อน ผมทราบความเป็นไปของชุมชนนี้มาโดยตลอดผ่านจดหมายที่น้องพิมพ์เขียนหาผม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน การได้ออกภาคสนามเป็นผู้ช่วยให้กับทีมทันตแพทย์เคลื่อนที่ การเก็บใบตองตึงมามุงจาก หรือแม้กระทั่งภาษาชาวเขาซึ่งอ่านเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ซักที🙂

ท่ามกลางหมอกขาวและควันดำ ในที่สุดเราก็บินลัดฟ้ามาถึงที่เชียงใหม่กับสองสาวแสนสวย จ๊วด อุ๋ม ที่อาสามาบุกดอยเป็นเพื่อนกัน ขอบคุณ คุณท๊อปและเอ เพื่อนชาวเจียงใหม่ที่มารับกันถึงสนามบิน และปีนดอยขึ้นมาด้วยกัน และที่ขาดไม่ได้คือเฮียตั่วเจ้าของวนัสนันท์ที่ส่งพี่แอ้มาช่วยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดทริปการเดินทาง เราเดินทางมาถึงดอยตอนช่วงบ่ายๆ ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณครูมนตรีและครูสิงหาเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนที่นี่ กิจกรรมยามว่างของเด็กๆ แถมยังคุยเลยเถิดไปถึงวิถีชีวิตชาวบ้าน การเผาป่าเพื่อเคลียร์หน้าดิน (เดี๋ยวขอมาขยายความกันในช่วงท้าย) มาคราวนี้เราไม่ได้มีของอะไรติดไม้ติดมือมามากมาย นอกจากซื้อเครื่องแฟกซ์ ปรินเตอร์สแกนเนอร์นำมามอบให้คุณครูและนักเรียนใช้ประกอบการเรียนและการติดต่อสื่อสาร พอทำพิธีส่งมอบอุปกรณ์สำนักงานเสร็จคุณครูก็พาทัวร์ไปเดินชมวิถีชาวบ้านบนดอยกัน

ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันหน้าโครงการ พร้อมส่งมอบอุปกรณ์การเรียนให้กับชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า

ก่อนที่เราจะผมถาม ไถ่ และถกกันเรื่องวิถึชีวิตชุมชนของคนบนดอยแม่แจ่ม ผมขออนุญาตพาทุกท่านเดินชมสถานที่โดยรอบ ตั้งแต่สถานที่เรียน ห้องสมุด ห้องแล๊บ ห้องพักรับรอง ห้องครัว ฟาร์มเป็ดไก่ โรงทอใต้ถุนบ้าน รวมมาถึงห้องซ้อมดนตรีด้วย (เท่ไม่เบาเลยครับ) ผ่านสไลด์โชว์ด้านล่างนี้ครับ

This slideshow requires JavaScript.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จากการเฝ้าดู เฝ้าถาม และคิดเองเอาบ้าง ทำให้ผมได้แง่คิดอะไรหลายๆอย่างทีเดียว ในระหว่างที่ค้างอ้างแรมกันที่นี่ คุณครูมนตรี และคุณชัยพาผมเข้าไปในชุมชนคุยกับชาวบ้าน เห็นวิถึชีวิตความเป็นอยู่ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดว่าเราจะสามารถนำองค์ความรู้ด้านไหนมาพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนขึ้น สิ่งที่พบระหว่างทางคือการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ แม้จะเป็นจุดเริ่มที่ดีแต่หากการต่อเนื่องนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาของสังคมแล้ว อาจทิ้งภาระอันหนักอึ้งให้กับชุมชน

ความทุกข์ที่เกิดจากการคิดไม่จบ

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาหลายอย่างที่ยากเกินแก้ แต่มันจะไม่แย่ไปกว่าเดิมหากเรารู้จักบริหารจัดการภาพรวมได้ดีกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิถีชีวิตของคนเริ่มต้นจากรากฐานการศึกษา จบลงที่การประกอบวิชาชีพ หากได้รับการปูพื้นที่ดี คุณภาพชีวิตของชุมชนน่าจะเกิดจากการพึ่งพาตนเองมากกว่าการโปรยฝนเทียมที่เปรียบเสมือนเงินที่ถูกแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้านเป็นบางฤดู

  • การเรียนรู้ทางวิชาการกับการเรียนรู้การใช้ชีวิตจริงอย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน: แต่เล็กแต่น้อยเด็กไทยถูกสอนให้ท่องจำ ทำคะแนนให้สูงจะได้สอบเอนทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยดัง ค่านิยมดังกล่าวผ่านมากี่ยุคสมัยก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ซ้ำหนักกว่าเก่า เด็กสมัยนี้ต้องติวเข้มเรียนนอกห้องเรียนสารพัดวิชา ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่กลัวลูกตัวเองจะสู้คนอื่นไม่ได้ ความสุขในวัยเด็กของบางคนหายไปแลกมากับความเก็บกดที่มาระเบิดเอาตอนเป็นวัยรุ่น แม้มาตรฐานการศึกษากลางยังคงความจำเป็น แต่บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถตอบเด็กได้อย่างตรงประเด็นว่าสิ่งที่เรียนไปจะถูกนำไปใช้ตอนไหนและอย่างไร เราเคยคิดสงสัยบ้างไหมทำไมต้องเรียนตรีโกณ ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ หากเราไม่ได้วางแผนชีวิตที่จะเป็นหมอหรือนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งสำหรับเด็กดอยที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา เขายิ่งนึกไม่ออกกันใหญ่ว่าสิ่งที่เรียนไปมันสอดคล้องกับวิถึชีวิตของเขาหรือไม่ บางครั้งเลยแอบคิดเองไปไกลว่ามาตรฐานการศึกษาแบบเดียวกันอาจใช้ไม่ได้ทุกที่ แต่ตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ลดขั้นตอนตรงนี้ลงไปคือการสอนที่ควบคู่ไปกับการแนะแนวอาชีพ เชื่อหรือไม่ว่าคนจบปริญญาตรี หรือแม้กระทั่งจบปริญญาโทหลายคนยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจบแล้วจะไปทำอาชีพอะไร ถ้าไม่รู้เป้าหมายในชีวิต เราจะรู้ได้ยังไงว่าควรเรียนอะไรและไม่ควรเรียนอะไร วิธีแก้ปัญหาของระบบการศึกษาไทย คือให้เรียนครอบจักรวาลไว้ก่อน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้แก่เมื่อไหร่ค่อยไปเรียนเจาะเอา
  • การหยิบยื่นโอกาสความช่วยเหลือให้ชุมชนบางครั้งก็ไม่เป็นผลดี: ชุมชนเกิดการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองเป็นเรื่องดี แต่การหยิบยื่นโอกาสทางอาชีพให้อย่างไม่เบ็ดเสร็จมันเป็นดาบสองคม คมแรกการให้ความช่วยเหลือจนเขาลืมพึ่งพาตนเองทำให้เขาเคยชินกับการเรียกร้องไม่จบไม่สิ้น นโยบายประชานิยมทั้งหลายจึงเป็นการอุ้มชูในระยะสั้นแต่เป็นการฆ่าเขาในระยะยาว คมที่สองคือการให้ความช่วยเหลือที่มีผลประโยชน์เคลือบแฝง การจ้างให้เขาเป็นผู้ผลิตโดยไม่สอนให้เขาศึกษาตลาดก็เท่ากับทำให้ผลผลิตมันเกินความต้องการของตลาด การเผาป่าถือเป็นอานิสงส์ของการกระตุ้นให้เขาเข้าไปเก็บของป่า ล่าสัตว์ หรือปลูกข้าวโพดเพื่อการอุตสาหกรรม เมื่อเขาไม่มีเงินในการถางไร่ สิ่งที่ง่ายที่สุดหรือการเผาป่าด้วยไม้ขีดเพียงก้านเดียว ที่เห็นควันดำปกคลุมเต็มท้องฟ้า เราอย่าเพียงกล่าวโทษชาวไร่ ชาวดอย เขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมโดยต้องใช้แรงงานขั้นต่ำแลกกับเงินที่ได้มาแล้วก็หมดไปกับการสร้างหนี้ซ้ำซ้อน

ความสุขเกิดจากการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

จากการเฝ้าดูและสังเกตความเป็นไปของชุมชนเล็กๆ ทำให้ผมได้ข้อคิดมากมายจากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกระดานดำ ภาพวาด เรือนไม้ น้ำตก มอเตอร์ไซค์ ฟาร์มไก่ ไร่ข้าวโพด ฯลฯ ความสุขเล็กๆ อยู่เบื้องหน้าเราแต่เรามักมองข้ามช้อตมันไปเสมอ

  • เรียนแบบง่ายๆ: ในช่วงปิดเทอมแทนที่น้องๆ จะกลับบ้าน บางคนยังอยู่ที่โรงเรียนฝึกอาชีพไปตามเรื่องตามราว ปลูกผัก เก็บถั่ว เก็บใบตองตึง เรียนรู้วิธีทอผ้า ซ่อมเครื่อง ซึ่งดีกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์
  • พึ่งพาตัวเองแบบง่ายๆ: มีสิ่งประดิษฐ์มากมายที่เกิดขึ้นในชุมชน การปั่นไฟจากพลังน้ำที่ไหลมาจากที่สูง การใช้แผงโซล่าเซลล์มาสร้างพลังความร้อนเพื่อต้มน้ำ การทำห้องอบถั่วโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พืชผักเก็บกินจากที่เพาะปลูกเอง ไข่ไก่ได้มาจากฟาร์ม เหลือก็นำไปขายมาเป็นรายได้
  • ว่านอนสอนง่าย: เด็กที่นี่ทุกคน มีระเบียบวินัย และมีหน้าที่กันทุกคน เด็กๆ ถูกสอนให้รู้จักเสียสละ มีจิตอาสา และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทุกเช้าบนกระดานดำ จะมีตารางกิจวัตรคอยบอกว่าใครจะต้องแยกย้ายกันไปทำอะไร บางกลุ่มแยกย้ายไปอาสาทำครัว บางกลุ่มเย็บใบตองตึงมามุงจาก และบางกลุ่มก็กวาดใบไม้ทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ
  • พักผ่อนกันแบบง่ายๆ: ช่วงนอกเวลาเรียน บางคนอ่านหนังสือ เล่นคอมพิวเตอร์ ฝึกการแสดง ซ้อมดนตรี ดูทีวี ถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มทุกคนจะแยกย้ายกันเข้านอน
  • ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ: ชีวิตที่ไม่มีแสงสี ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้ช้อปปิ้งบนดอย ไม่มีรถสปอร์ตคันหรูให้ขับ แต่กลับทำให้ทุกคนดูมีสุขภาพจิตดี ไม่กระเสือกกระสน ทะเยอทะยานทำในสิ่งที่ไกลเกินตัว เงินอาจไม่ได้ตอบโจทย์คนทุกคน สีหน้าและรอยยิ้มที่มุมปากคือความสุขที่หามาได้โดยง่าย เพียงแค่ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ

ข้อคิดที่ฝากไว้บนกระดานดำ

ผ่านไปหน้าโรงครัว เห็นกระดานดำ 4 แผ่นบันทึกข้อความเหล่านี้ไว้ จึงขอถ่ายรูปเก็บกลับมาเป็นของฝากจากดอยแม่แจ่มครับ

  • แม้เราเลือกเกิดมาเป็นคนรวยไม่ได้ แต่เราก็เลือกที่จะเป็นคนอดทนและขยันขันแข็งทำมาหากินได้ แม้เลือกที่จะเกิดมาเป็นคนฉลาดไม่ได้ แต่เราก็เลือกที่จะขวนขวายในการเรียนรู้ได้
  • จงทำงานให้มากกว่าค่าจ้างที่ท่านจะได้รับ แล้วในไม่ช้าท่านจะพบว่าท่านได้รับค่าจ้างมากกว่างานที่ท่านทำ “กฎแห่งการตอบแทนทวีคูณย่อมดูแลสิ่งนี้เสมอ”
  • เมื่อไม่กล้าลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตนทำได้หรือไม่ หากมัวแต่กลัวจะพบกับความผิดพลาด ชีวิตนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้ทดสอบตัวเองและไม่มีวันรู้จักศักยภาพของตนเอง
  • จงเป็นตัวของตัวเองอย่างพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนตอบตกลงเสมอไป กล้าหาญที่จะ “say NO” บ้าง การ “ปฏิเสธ” ผู้อื่นจะไม่ทำให้คุณเป็นทุกข์ได้มากเท่ากับการฝืนใจตัวเองอยู่ตลอดไป

เริ่มเรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว..ไม่รู้จะจบยังไงเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากการเดินทางในครั้งนี้คือ ความสวยงาม ความสุข ที่เรียบง่ายมันหาไม่ยาก แต่เราเองเป็นคนใช้ชีวิตให้มันยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นทุกวัน คงจะจริงที่ว่าเมื่อเราเห็นปัญหาของคนอื่น ความทุกข์ของเราจะน้อยลง เมื่อเราคิดที่จะให้โดยไม่หวังผลเราจะได้กลับคืนมามากกว่าหลายเท่าตัว คงจะดีไม่ใช่น้อยถ้าเราจะเจียดเวลาเพียงน้อยนิดแบ่งปันความสุขด้วยการอุทิศตนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม เมื่อเราต่างรู้ว่าโลกใบนี้มันเบี้ยวและมันเอียงขึ้นทุกวัน จะเป็นไรไหมถ้าเราจะย้ายฝั่งไปยืนฝั่งตรงข้ามเพื่อถ่วงให้น้ำหนักอีกด้านนึงมันสมดุลกัน ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุข ไม่ต้องมากล้น แต่ขอให้เพียงพอกับการใช้ชีวิตที่พอเพียง

ขอฝากแม่แจ่มเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางในครั้งหน้า เด็กดอกยังคอยรักพี่อยู่นะครับ

ภาพถ่ายที่ระลึกกับน้องๆและคุณครูที่ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า

 
1 Comment

Posted by on March 17, 2012 in CSR, Experience, Opinion, Travel, Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , ,

One response to “แจ่มดอยคอยรัก

  1. kamolbhorn

    March 25, 2012 at 3:24 pm

    Anumotana satu ka anything that we can help them please give us a chance na ka .Thank you ka

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: