RSS

Marketing in Trend 10.0

11 Feb
มีหลายสำนักได้พยากรณ์ทำนายเทรนด์ไว้มากมาย บ้างก็เกี่ยว บ้างก็เป็นเรื่องไกลตัว ผมเลยขออนุญาตรวบรวมเทรนด์ทั้งหลายมาใส่เครื่องปั่น Moulinex แล้วกรองเป็น 10 เทรนด์ใหม่ในแบบฉบับของ #คิดออกนอกหน้า

iMarketing 10.0 คัมภีร์การตลาดยุคดิจิตอล

ขอบคุณข้อมูลที่มาจากหน้าเวบข่าวต่างๆ อาทิ Positioning Magazine, Siam Intelligence Unit, Digilife.tv, ThaiMarketing, ประชาชาติธุรกิจ  และ Special Thanks to Digital Marketing Guru ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น @worawisut @rockdaworld @butthun @goople @toppercool @macroart และผู้แต่งหนังสืออีกหลายท่านใน iMarketing 10.0 ใครยังไม่มี สมควรซื้อเก็บไว้ในครอบครองครับ เนื้อหาอัดแน่น และที่สำคัญได้ฟังจากปากตัวจริงเสียงจริงซะด้วย

และนี่คือ 10 เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ณ ที่นี่เมืองไทย รู้ก่อนได้เปรียบก่อนใคร รู้ทีหลังอาจต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง รู้งี้น่าจะ…
(คำเตือนก่อนอ่าน: นี่คือการพยากรณ์ ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนเหมือนข้อมูลน้ำท่วม แต่ถ้าให้ปลอดภัยลองเช็คข้อมูลจากหลายสำนัก แล้วคุณจะรู้ว่ามันก็ไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ อิอิ)

1) Connectivity making life easier on mobile การติดต่อสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อสัญญาณมือถือขาดๆ หายๆ? ถ้าเป็นแต่ก่อนเราคงเฉยๆ เพราะว่าเราใช้โทรศัพท์บ้านและที่ทำงานเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ความเสียหายมันมากมายมหาศาลนัก..พูดคุยเจรจาธุรกิจสะดุดกึก โทรขอความช่วยเหลือในเวลาคับขันไม่ทันการ ที่เสียหายไปกว่านั้นคือ เราไม่สามารถอัพภาพอาหารขึ้นจอ Facebook ได้ทันเวลา แถมตกข่าวแช็ตเมาท์แตกบน What’s App และ Line นี่มันคือโศกนาฏกรรมชัดๆ

โทรศัพท์มือถือหรือแทบเบล็ตกลายเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตที่ขาดไปเสียไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 และ 6 ไปแล้ว พลังและอำนาจของมันเริ่มจะมีเหนือ Device อื่นใดเพราะมันไม่เคยอยู่ห่างกายเรา แต่ก่อนเราแค่ใช้โทรเข้าโทรออก ส่งข้อความ รูปภาพ เดี๋ยวนี้มันถูกใช้เพื่อดูวีดีโอ แต่งภาพ คุยแช๊ต เล่นเกม และทำอะไรต่อมิอะไร ทั้งที่มีสาระและไร้สาระ สรุปความก็คือเราเน้นใช้ Data มากกว่า Voice ในการติดต่อสื่อสารและเข้าสังคม  ฉะนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Asset ที่มีมูลค่ามหาศาลต่อจากนี้ไปคือการครอบครองโปรไฟล์ข้อมูลและเบอร์โทรศัพท์มือถือของลูกค้าอยู่ในกำมือ เพราะมันจะกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินที่ทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้แบบประชิดตัว แต่ปัญหาคือเราจะทนต่อแรงเสียดทานได้ไหมเมื่อทุกค่ายต่างพัฒนา Content เจาะจงอัดใส่ ยัดเยียดให้มันมาอยู่บนมือถือของเราทั้งหมด ล่าสุดแม้กระทั่ง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก  ก็ยังเตรียมอัดโฆษณาผ่าน Facebook ทางโทรศัพท์มือถือแล้ว

ลองจินตนาการนะครับว่าในชีวิตประจำวันเราพึ่งโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงใด ตั้งแต่ใช้มันเป็นนาฬิกาปลุก…จดตารางบันทึกนัดหมายประจำวัน…เก็บรายชื่อของเพื่อนและลูกค้าทั้งหมด…เช็คสภาพอากาศและเส้นทางเดินรถ…ค้นหาข้อมูลบนเวบเบราเซอร์…เช็คอีเมล์และส่งข้อความยืนยันการเข้าร่วมงาน…ถ่ายภาพแช๊ะอัพภาพปั๊บ…เล่นเกมคุยแช็ตฆ่าเวลาระหว่างรอเพื่อน…ดูหนังฟังเพลงระหว่างทางกลับบ้าน…จนไปถึงสั่งให้มันเตรียมเปิดน้ำอุ่นเตรียมไว้ก่อนถึงบ้าน..ฯลฯ อะไรมันจะไขนหนาด

เราฝากชีวิตของเราให้เครื่องเครื่องเล็กๆ บนฝ่ามือเราดูแล จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานวิจัยธุรกิจบริการโทรศัพท์มือถือให้ คลิ๊กที่นี่ครับ

ใครอยากรู้เรื่อง Facebook Marketing ให้อ่านบทความของ @sutirapan ,Twitter marketing ของ @rockdaworld ,Viral Video ของ @butthun ,Mobile Marketing ของ @worawisut เซียนๆ ด้านดิจิตอลทั้งนั้น

2) Reality and Beyond เรื่องเกินจริงที่อาจกลายเป็นเรื่องจริงในยุคนี้ เช่น 3D TV, Voice Recognition รวมถึง Augmented Reality

ตั้งแต่เรามีเกม Nintendo Wii เล่นผมก็ไม่แปลกใจแล้วว่าเทคโนโลยีที่ล้ำยุคเกินจริงมันจะกลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของคนยุค3G การใช้ voice command ผ่าน Siri การใช้ Home Intelligent Solutions ผ่านระบบผังหน้าจอเดียวที่ควบคุมทั้งระบบเครื่องแสงเสียงและระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน สามารถส่งภาพบนกล้อง CCTV ผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ การดูหนังแบบ 4D มีทั้งภาพ เสียง สัมผัส และกลิ่นออกมาในคราวเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะมันมีให้เห็นกันอยู่ ที่ยังไม่เห็นคือ เทคโนโลยีที่เราเห็นในหนัง minority report หรือ matrix ที่มีการแสกนม่านตาแล้วกล่าวคำทักทายลูกค้าผ่านระบบ  RFID (Radio Frequency Identification) การสัมผัสหน้าจอในอากาศโดยไม่ต้องใช้แป้นพิมพ์ การออกคำสั่งด้วยการกะพริบตาเป็นต้น เทคโนโลยีหลายอย่างมันยังเป็น prototype อยู่ในห้องแล๊บ รอวันให้คนมาเข็นเอาไปใช้เป็นเชิงพาณิชย์ มันจะฮิตติดตลาดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า Gimmick ที่นำมาเล่นเน้นตอบโจทย์ได้ดีกว่าของเดิมที่เป็นระบบ Manual ขนาดไหน ราคาแพงเกินไปมั๊ยสำหรับการทดลองใช้ สมัยก่อนใครมี Macbook ใช้ถือว่าเท่มาก แต่ก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากับ iPod, iPhone และ iPad เพราะ Gadget พวกนี้มันมีราคาพอรับได้ (affordable) และมันก็เริ่มแพร่หลายในวงกว้าง (critical mass) มากพอ

เรามาลองเล็งๆ กันดูว่า eBook บน Newstand มันกำลังเข้ามาแทนที่ร้านหนังสืออย่างซีเอ็ดได้หรือไม่ แล้ว HD Magazine ที่เริ่มมีให้เห็นมันจะถึงแตะถึงขั้น Critical Mass ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านนิตยสารธรรมดาเป็นแบบดิจิตัลฉบับเคลื่อนไหวได้หรือเปล่า ลองดูคลิปรีวิวนี้ของค่าย GM Magazine สิครับ ตอนนี้โหลดฟรี

ผมเจอเวบนี้โดยบังเอิญ ลองชมดูสิครับผมว่าเป็น Augmented Reality ที่น่าสนใจดีครับ

ใครอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Augmented Reality ให้ติดตามอ่านบทความของ @daydev

3. Location-based Marketing คือการทำการตลาดโดยใช้พิกัดสถานที่เป็นอาวุธ

Foursquare Check-in Venu by Zocial Rank

Chai Chuan Chim by @somchartlee on Wongnai

เป็นที่น่าเสียดายว่าหลายแบรนด์ใช้ Four4q ในการโปรโมทสถานที่ตั้งของแบรนด์ แต่ไม่ยักต่อยอดพัฒนาให้มันมีดีมากกว่าการแจก point สำหรับการ check-in การแข่งขันเพื่อเป็น mayor อาจเป็นความสนุกและภาคภูมิใจของนักเล่น Social Media แต่มันจะมีประโยชน์มากกว่านี้หากนักการตลาดจะผันคนเหล่านี้ให้กลายเป็น Seeded Influencer

มันจะดีกว่านี้ไหมถ้าการได้รับ Badge เป็น Mayor มันจะมาพร้อมกับการได้รับสิทธิพิเศษของการเป็นแฟนตัวจริงของแบรนด์นั้น?

มันจะดีกว่านี้ไหมถ้ามีคนส่ง offer ดีๆ มาให้เราถูกที่ถูกทาง แทนการยิง SMS หรือส่ง email กราดมาให้โดยไม่คัดสรรสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ได้รับ?

LBS ควรเข้ามาตอบโจทย์ในด้านการทำ Targeted Mktg ให้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเวบของ Wongnai มีการเชื่อมต่อกับ App บน iPhone และ iPad ให้เราสามารถเช็คอินร้านอาหารและเขียนรีวิวได้ทันทีทันใดโดยใช้พิกัดในการค้นหา แทนการทำ Conventional Search รูปแบบที่เราคุ้นเคยตอนอ่านรีวิวในนิตยสาร Facebook Page หรือในเวบ BKK Menu, EDTGuide  ผมเองก็เริ่มใช้ wongnai app ของ  ในการรีวิวร้านอาหาร ติดตาม ไช้ชวนชิมได้ที่นี่เลยครับ http://www.wongnai.com/r/337wg

@butthun ได้เขียนเรื่องเทรนด์ของ Addressable TV ไว้ที่นี่ อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำ Targeted Marketing หากนักการตลาดรู้พิกัดว่าลูกค้าดูอะไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน

มีต่ออีก 7 เทรนด์นะครับ..>>>

4. Content Competition การแข่งขันพัฒนาคอนเทนต์เพื่อให้โดนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

คอนเทนต์ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหรือ Format ใด เป้าหมายคือการดันให้มันเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม และสร้างยี่ห้อหรือแบรนด์นั้นให้กลายเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภค การแข่งขันด้าน Content ไม่เคยหยุดนิ่ง มันจะหยุดที่ของใคร กระแสการตอบรับจะเป็นตัวตัดสิน

ถ้าพูดถึงรูปแบบเสียง แต่ก่อนเราฟังเพลงผ่านแผ่น CD เดี๋ยวนี้กลายเป็นฟัง MP3 ผ่านโทรศัพท์มือถือ แทนที่ซื้อแผ่นหันมาโหลดริงโทนแทน

ส่วนรูปแบบ VDO กว่า 10 ปีที่แล้วเทคโนโลยี VCD เข้ามาแทนที่เครื่องเล่นเทป ต่อมา DVD player ก็เข้ามาเสียบต่อ การแข่งขันไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่นี้ คนสมัยนี้เริ่มโหลด bit torrent ซื้อ HD Media Player แปลงไฟล์ต่อเข้ากับทีวีดูหน้าตาเฉย เดี๋ยวนี้ผลเรตติ้ง MV เพลงค่ายไหนดังไม่ได้ดูที่ TV แต่ไปนับจำนวนผู้ชมบน youtube ใครกลับบ้านไปดูละครไม่ทัน ก็คลิ๊กดูบน youtube นี่แหละ กลายเป็นแหล่งสำรองสะเบียงหนังขนาดใหญ่ของโลกไปแล้ว พระเจ้าจอร์จ มันสุดยอดมาก

a day bulletin

กระแสการแข่งขันด้านการพัฒนาคอนเทนต์เริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อเราพบว่ายอดจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์และนิตยสารบนแผงตกลงฮวบฮาบหลังจากแต่ละค่ายพยายามพัฒนาทางเลือกใหม่ด้วยการผลิต free magazine หรือ online content บนเวบหรือ app store ทั้งนี้เพื่อ bypass ผู้แทนจำหน่ายซึ่งกินเปอร์เซ็นต์สูงถึง 40-50% และเพื่อปรับตัวตามพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เห็นมั๊ยครับไทยรัฐเองก็เริ่มลุยตลาด new media ด้วยการจับคนดังมานั่งเขียนหวังพะยุงยอดฐานสมาชิกผู้อ่านซึ่งย้ายไปอยู่บนหน้าจอคอมพ์มากขึ้น ค่าย GM Group ก็ดัน 24/7, Women Plus, GM Biz ออกมาอุดช่องตลาด A day magazine นิตยสารของคนวัยโจ๋ ก็กระโดดเข้ามาเล่นเกมนี้ด้วยการทำ A day bulletin ให้โหลดอ่านได้จากเวบและ app store รวมถึงการทำรายการ The idol เพื่อครองความนิยมของกลุ่มคนรุ่นใหม่

ความแรงในวงการสื่อยังไม่หยุดเพียงเท่านี้หลังจากอากู๋แกรมมี่ตัดสินใจเปิดตัวบริษัท One Sky เพื่อลุยธุรกิจ Cable TV อย่างเต็มสูบ การตัดสินใจของอากู๋ในวันนี้ถือเป็นการรุกฆาตธุรกิจ Free TV ที่แม้จะยังคงความนิยมอยู่แต่ว่าความคุ้มค่าด้านผลตอบแทนต่อเม็ดเงินโฆษณานั้นเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สรุปคือต้องการผันตัวเองจากการเป็น Content Provider  อย่างเดียว ให้กลายเป็น Platform Provider ด้วย ถ้าแกรมมี่เดาทางถูก การมีศิลปินในค่ายของตัวเอง บวกกับมีช่องดาวเทียมเพื่อขาย Content ของตัวเองก็เท่ากับการเพิ่มบารมีและอำนาจการต่อรองในฐานะ Total Entertainment Solution Provider (ติดตามข่าวสารการเปิดตัวบริษัท One Sky ได้ที่นี่ครับ)

แกรมมี่ปรับโครงสร้าง

หากใครติดตามข่าวในวงการบันเทิง ก็จะจำได้ว่าปีก่อนหน้าโน้นแกรมมี่ก็ซื้อ Money Channel มาเสริมทัพ Bang, Fan, Green และ Act Channel ปีนี้โดดเข้ามาทำธุรกิจดาวเทียมด้วยการจีบคุณธนามาเป็นผู้บริหารเสริมพี่เล็กและพี่ฉอดอีกขานึง (อ่านคลิปข่าวเพิ่มเติมที่นี่ครับ) เท่านี้ยังไม่พอ ยังมีข่าวลืออีกว่า (ไม่แน่ใจว่ามีมูลหรือไม่) แกรมมี่อาจจะถึงขั้นซื้อกิจการของ Live TV ไปด้วย ถ้าเป็นอย่างว่าค่าย True Vision คงถึงกับหนาว โอ้ละหนอ จะไปกานใหญ่แล้ว งานนี้ค่ายใหญ่อย่าง RS หรือ WorkPoint ก็ไม่ได้นิ่งเฉย เริ่มดำเนินรอยตามมาในแนวเดียวกัน เพราะไม่อยากกลายเป็นคนที่ถูกคัดออกก่อนเวลาอันควร

อีกไม่นานเราคงจะมึนตึ้บกับคอนเทนต์ที่มีเข้ามาหลากหลายรูปแบบ ทั้ง Free Mag, Internet TV, Cable TV, Mobile TV อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แต่ที่แน่ๆ ของดีเท่านั้นที่จะอยู่รอด

หมากเกมนี้ฉันก็รู้ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร ไม่ต้องรอให้จบเกม…..

5. DNA Branding การสร้างแบรนด์โดยบอกที่มาของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

เราคงไม่ปฏิเสธว่าการสร้างแบรนด์มีผลเชิงการตลาด บริษัทน้อยใหญ่ที่อยู่มานานนับสิบถึงร้อยปีล้วนเป็นบริษัทที่มีกระบวนการสร้างแบรนด์ที่ต่อเนื่องและชัดเจน เหมือนกับบทความก่อนหน้านี้ที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับการจัดอันดับ The Top 100 Best Global Brands  แต่การสร้างแบรนด์แห่งอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่ ความถูก เร็ว ดี โดน เท่านั้น แต่ยังบวกเพิ่มเรื่องความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และที่มาของแต่ละผลิตภัณฑ์

หากจะให้ถอดรหัสลับของคนยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่านักการตลาดน่าจะได้ Insights อะไรบางอย่างกับความคิดที่ฝังลึกๆ อยู่ในหัว ใครสะกิดโดนก็อาจได้ใจไปเต็มๆ

คำถามคือ “คนในยุคนี้กลัวอะไร?” คำตอบคือ “กลัวตาย”

คำถามถัดไป “ตายได้ยังไง” คำตอบคือ “ภัยพิบัติ”, “เป็นโรคร้ายแรง”, “แก่ตาย”

เพราะฉะนั้นโอกาสที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่เป็นโรคกลัวภัยพิบัติคือ อสังหาฯบนที่ราบสูง อุปกรณ์เครื่องมือและข้อมูลที่ใช้ในการป้องกันภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็ว รวมถึงการดูดวงชะตา แก้กรรมต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

สำหรับโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนใกล้ตัวเรา คงหนีไม่พ้น โรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นที่พิสูจน์กันแล้วว่าคนในยุคนี้นอกจากมีความเครียดเหนือมนุษย์มนาแล้ว เรายังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อร่างกาย ไม่รวมถึงอาหารการกินที่เหมือนถูกวางยาวันและนิด กว่าจะรู้ตัวก็เป็นมะเร็งขั้นที่สี่ไปเรียบร้อยแล้ว และนี่เองก็ถือเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Food Safety แพทย์แผนใหม่ที่ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือที่เรียกว่า Homeopathy

ความแก่ สำหรับใครหลายคนเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ สถานบริการด้านสุขภาพและความงาม รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม ตลอดจนคลีนิกศัลยกรรม จึงเติบโตขึ้นเป็นดอกเห็ด

ในขณะที่ธุรกิจแต่ละแขนงกำลังสยายปีกเพื่อรองรับอาการกลัวแต่ละชนิดของผู้บริโภค วิวัฒนาการด้านข้อมูล ความรู้และงานวิจัยก็พัฒนาควบคู่ไปด้วยกัน ลูกค้าจะฉลาดขึ้น สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรเป็น “Marketing Ploy”  กลเกมทางการตลาด และอะไรคือ “Real Intelligence/Knowhow” องค์ความรู้ที่เป็นของจริง

ยกตัวอย่างเช่น “สารต้านอนุมูลอิสระ” คือสารที่ถูกสกัดมาจากพืชพันธุ์ต่างๆ เพื่อชะลอความแก่ของมนุษย์ มีกี่คนที่ใช้แล้วได้ผล ใครเป็นผู้พิสูจน์ว่ามีสารนั้นหลงเหลืออยู่จริงในผลิตภัณฑ์  “สารที่มาจากกลูตาไธโอน” มันทำงานยังไง ทานแล้วบลิ๊งจริงหรือไม่ แล้วที่วางขายเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอาหารเสริมอยู่มันของจริงหรือปลอม แล้วจะต้องทานเข้าไปสักกี่โดสจึงจะไม่มีผลข้างเคียง “ผักไฮโดร” เป็นอันเดียวกันกับผักปลอดสารหรือเปล่า ถ้าเขาใส่ปุ๋ยเคมีให้กับผักไฮโดร อย่างนี้มันยังถือว่าเป็นผักออร์แกนิกอยู่หรือเปล่า

หมู S-Pure จากเบทาโกร

“นมฮอคไกโด”, “ผักจากโครงการหลวง”, “ไก่ซีพี”, “หมู S-Pure”, “ข้าวคุณธรรม” คือการติดแบรนด์โดยอาศัยคุณสมบัติของตัวบริษัทและสินค้าในการสร้าง Emotional Branding แต่การทำ DNA Branding มันต้องบอกไปถึงต้นน้ำเลยว่าวิธีคัดสรร การเพาะปลูก การเลี้ยง การบรรจุ การลำเลียง นั้นปลอดภัยทุกกระบวนการ

อีกไม่นาน เราคงเห็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ Infographic เล่าที่มาของผลิตภัณฑ์รวมถึงตราประทับรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากสารปนเปื้อน แทนการใส่ Nutrition Facts ที่คนอย่างเราๆ อ่านแล้วไม่เข้าใจ ว่ากี่ Calories per serving จึงเรียกว่าเยอะหรือน้อย, No preservatives อันนี้หมายถึงไม่ใส่สารกันบูดแต่ก็ไม่การันตีว่ามีสารปนเปื้อนใช่ไหม ช่วยทำให้มันชัดๆ ไปเลยว่า “No GMO Ingredients”, “Radiation-Free Products”, “100% Organic” ไม่ใช่ผักผลไม้ 100% แต่ใส่น้ำเชื่อมเข้าไปสัก 70%, “Gluten-Free Snack” สำหรับคนแพ้แป้งสาลี, “บรรจุภัณฑ์ปลอดสารพิษทำจากชานอ้อย ย่อยสลายได้ภายใน 10 วัน”, “Plastic or Chemical Free สามารถเข้าไมโครเวฟได้”, “Allergy Tested ผ่านการรับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการแพ้”

เมื่อผู้บริโภคเริ่มเรียนรู้ที่จะแยกแยะข้อดีข้อเสีย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง การสร้างแบรนด์ที่โปร่งใส บอกที่มาที่ไปชัดเจน นอกจากจะผ่านด่านการกีดกันทางการค้าเมื่อไทยเปิดตัวสู่ประชาคมโลกแล้ว ความแตกต่างนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างที่เห็นได้ชัดว่าใครอยู่ข้างลูกค้า

6. Eco-friendly products are in high demand สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมจะกลับมาฮิตอีกครั้งแบบเป็นเรื่องเป็นราว

Green LeafCarbon Footprint

แม้จะเป็นเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจะกลับมาใหม่อีกครั้งเมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมันส่อแววทำลายโลกอย่างหมดความปราณี ในอดีตผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสินค้าทางเลือก เพราะมีราคาและต้นทุนที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ปัจจัยที่จะทำให้สินค้านี้กลับมาสดใสอีกครั้งมีอยู่ 4 ด้านด้วยกันคือ หนึ่งกระบวนการผลิตนั้นมีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งอาจเกิดจากปริมาณการผลิตที่มากขึ้นบวกกับได้รับการสนับสนุนด้วยการลดหย่อนทางภาษี เป็นต้น  สองเกิดกฎหมายรณรงค์เพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม สามเกิดการกีดกันทางการค้าหากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และสี่ผู้บริโภคเริ่มมีจิตสำนึกในการรณรงค์เพื่อประหยัดทรัพยากรและพลังงานมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโรงแรมและสปาในอนาคต จะติดตราสัญลักษณ์ใบไม้สีเขียว (Green Leaf) เพื่อแสดงว่าเป็นองค์กรที่ร่วมรณรงค์เพื่อใส่ใจอนุรักษ์สภาพสิ่งแวดล้อม (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการใบไม้สีเขียวได้ที่นี่ครับ) หรือบริษัทต่างๆ อาจถูกบังคับให้ใช้บรรจุภัณฑ์สิ่งพิมพ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์คาร์บอนฟุตพรินต์ Co2 (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Carbon Footprint ได้ที่นี่ครับ)

7. Interaction is more Important than Before การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นคุณสมบัติที่นักการตลาดต้องใส่ใจมากกว่าเดิม

ในยุค Marketing 3.0 ปรมาจารย์ Philip Kotler ได้กร่าวไว้ว่าสินค้าในยุคนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตอบโจทย์ด้าน functional & emotional benefits เท่านั้นแต่ต้องมีการสร้าง character ร่วมกันกับกลุ่มเป้าหมายจึงเรียกได้ว่าได้มี spiritual benefits หรือจิตวิญญาณมาเป็นของแถมด้วย ถ้าจะพูดไปแล้ว Co-creation หรือ Customer Engagement อาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน

เป้าหมายของการให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ (Sense of Belonging) โครงการ K SME Care ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างแบรนด์ที่ถูกยกระดับจากการสร้างการรับรู้ไปสู่ความรู้สึกผูกพัน จนกลายเป็นชุมชนสังคมของผู้ประกอบการ ตลอดระยะเวลาในการอบรมกว่า 2 เดือนแทนที่ผู้ประกอบการจะมาเรียนๆ แล้วกลับบ้านไป เขามีการรวมกลุ่มทำ case มีการพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนแลกเปลี่ยนธุรกิจซึ่งกันและกัน จนทำให้ความผูกพันที่เริ่มก่อตัวกลายเป็นเพื่อนนั้นมีมิตรภาพยั่งยืนมากกว่าความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ และในทุกๆ ปีผู้ประกอบการก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจัดงานสัมมนาและงานกีฬาสี เรื่องราวระหว่างแบรนด์ ลูกค้า และความผูกพันที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกันพอดิบพอดี

ยังมีรูปแบบอื่นของการปฏิสัมพันธ์ทั้งที่อยู่ในโลก off-line และที่อยู่บน social media ต่างก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ตรงและรวดเร็ว เมื่อช่องทางในการติดต่อสื่อสารนั้นถูกเปิดกว้าง ลูกค้าจะกลายเป็นฝ่ายรุก แสดงความคิดเห็นต่างๆ นาๆ ซึ่งนักการตลาดสมัยนี้ต้องเตรียมรับมือให้ทันท่วงที มิฉะนั้นแบรนด์จะถูกทำลายในพริบตาหากเกิดเหตุการณ์ หรือดราม่าที่ไม่คาดคิดมาก่อน เหมือนกรณี dtac 3G และ drama ikea บน facebook

แบรนด์ที่ละเลยต่อคำร้องเรียนบน facebook หรือ twitter มักมีจุดจบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การที่ลูกค้าโพสต์ด่าใน pantip หรือตาม blogsite ต่างๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เราคงไม่สามารถหยุดพวกเกรียนใส่บน Social Media ได้ แต่ถ้านักการตลาดพลิกสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ได้ การโต้ตอบด้วยวิธีที่ชาญฉลาดของ Domino Pizza อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจของการ Win-Back ที่มีผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้เหมือนกัน ลองดูคลิปข้างล่างนี้ครับ

8. Social Commerce, the power engine to sales โซเชียลเน็ตเวิร์คสังคมใหม่ของการสร้างยอดขายที่น่าทึ่ง

Groupon, Ensogo ต่างก็เกิดจากการพัฒนาเครื่องมือที่เป็นการรวม e-commerce กับ social network เข้าด้วยกัน แทนที่จะทำเวบขายสินค้าเหมือนห้างร้านทั่วไปในยุค 2.0 ความสนุกสนานมันไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เราไปนั่งเบราซ์ทีละหน้าค้นหาสินค้าใส่ตะกร้า Social Commerce มันทำให้คนเผลอซื้อสินค้าแบบไม่ตั้งใจ (impulsive purchase) แถมไม่ดูเป็นการยัดเยียดมากจนเกินไป คือประมาณคุยเพลินเกินห้ามใจ หากถูกใจฉันกดไลค์ให้เธอรัวๆ รูดปื้ดๆ ทันที

New Shopping Mode

ในปีที่ผ่านมา Facebook ทำรายได้จากการโฆษณามากถึง 85% ของรายได้รวม เผลอๆ อาจจะมากกว่าการขาย Google Ad ซะอีก นี่อาจเป็นเพราะแบรนด์ต่างๆ สามารถเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจากโปรไฟล์ที่ Facebook เก็บไว้ได้ใกล้เคียงกับไลฟ์ไตล์ในการซื้อสินค้านั้นจริงๆ แต่มีหลายคราวที่ผมรู้สึกว่า social commerce กลับไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควรเวลาที่มันทำงานอยู่บน platform ดั้งเดิมเช่น email ขอบอกว่าวันนี้ผมเริ่มไม่รัก Ensogo แล้ว เพราะส่ง email มาให้เช้า กลางวัน เย็น บางครั้งยังไม่ทันเปิดอ่านเราก็รีบกด Delete ลงถังขยะเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ Living Social ซื้อกิจการไป รู้สึก Ensogo จะตั้งใจทำมาหากินมากจนดูมันเป็นเรื่องของธุรกิจมากกว่าการสร้าง Community ของคนชอบสิทธิพิเศษซะอีก ความสนุก ตื่นเต้นมันหายไป นี่ก็รอวันระเบิด รับไม่ไหว ก็จะกด Block & Report SPAM โทษฐานไม่ทำ CRM กับฐานข้อมูลลูกค้าให้ดี

@worawisut ได้เขียนบทความหนึ่งไว้น่าสนใจมากเกี่ยวกับ อนาคตของการช้อปปิ้ง ลองติดตามอ่านดูครับ ผมว่ามันคงเป็นเรื่องสนุกทีเดียวหากเราจะได้ลองเสื้อผ้าโดยไม่ต้องถอดเสื้อผ้าให้เสียเวลา

9. MSP, me selling proposition คือการสร้างจุดขายด้วยความเป็นตัวตนของตัวคุณเอง 

My Facebook Timeline

บังเอิญได้ไปพบบทความหนึ่งในนิตยสาร Positioning ที่เขียนไว้เกี่ยวกับ MSP แบรนด์ของฉันและโลกของฉัน เลยขอเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันในที่นี้ครับ

เคยได้ยินแต่ USP (Unique Selling Proposition) ไม่คิดว่าจะมีใครบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่เป็น MSP (Me Selling Proposition) Personalized Product หรือสินค้าที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะนั้นต่างกับ กับ Me-Product ตรงที่อย่างแรก แบรนด์นั้นพยายาม customize หรือ personalize ให้เรา แต่อย่างที่สองคือเรามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้ามากขึ้น เรียกว่าเป็น producer เองเลย ทั้งนี้ก็เพื่อบ่งบอกถึงคุณลักษณะ ความชอบ รวมถึงรสนิยมของตัวเราเอง

Facebook Timeline, WordPress, Paper.li ก็ถือตัวอย่างหนึ่งของหน้าที่เราออกแบบเอง ใส่ภาพและเนื้อหาเข้าไปเองตามความถนัดและความชอบส่วนตัว

มีศิลปินมากมายในยุคปัจจุบันที่แจ้งเกิดจากการอัพ vdo clip ขึ้น youtube หากสไตล์ไปตรงกับความต้องการของตลาด clip นั้นก็จะถูกเผยแพร่และส่งต่อออกไปด้วยความรวดเร็วมาก อย่างปีก่อน Room39 โคมปะการัง บี้เดอร์สกาและจ๊ะ คันหูก็ได้แจ้งเกิดด้วยวิธีนี้

รู้อย่างนี้แล้วนักการตลาดควรต้องใส่ใจให้มากกับการเปิดช่องว่างให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนั้นมีพื้นที่ในการสร้างตัวตน ผ่านการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ต่อไปนี้แบรนด์อาจไม่ได้ถูกกำหนดคาแร็คเตอร์โดยเอเจนซี่ หากแต่เป็นชุมชนคนรักแบรนด์นั้นเป็นผู้กำหนดว่าเขารู้สึกว่าตัวเขานั้นไปเกี่ยวข้องกับแบรนด์นั้นอย่างไร

10. Sharing on Cloud แบ่งปันกันบนก้อนเมฆ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องระบบ Cloud Computing ก่อนครับ ผม insert คลิปนี้จากรายการแบไต๋ไฮเทคของ @nuishow มาให้ชมกันครับ การใช้รูปแบบ infographic ในการอธิบาย มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ ^ ^

แต่ก่อนนี้เวลาเราทำงาน เรามัก save file ข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์ของตัวเอง และก็มีปัญหาในการส่ง file นั้นให้กับเพื่อนร่วมงานเนื่องจากมันมีขนาดใหญ่ และพื้นที่ใน email server เราก็ค่อนข้างจำกัดด้วย พอมี Google Docs เท่านั้น เราก็สามารถทำงานและแบ่งปันข้อมูลให้กันและกันได้บนระบบ cloud โดยไม่ต้องเก็บเอกสารไว้ในเครื่อง แถม Google ยัง link กับ gmail, youtube, picasa และ Google+ ได้อีก เรียกว่าจบทุกกระบวนการในที่เดียว เลยไม่แปลกใจว่าแบรนด์ของ Google จึงเติบโตเอาทุกปี ก็คงเป็นเพราะว่ารวบระบบทุกอย่างไว้ในที่เดียวกันให้มันสะดวกกับผู้ใช้งาน

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีอีกหลายค่ายที่ใช้คอนเซ็ปต์คล้ายคลึงกันในการแชร์พื้นที่ให้เราเก็บข้อมูลสำรอง อย่างเช่น iCloud ของค่าย Apple ที่เราสามารถเก็บ Contact, Calendar และ upload รูปภาพโดยสามารถ Sync และแชร์กันบนเครื่อง Mac, iPhone และ iPad แต่ต้องขอบอกว่านอกจากพื้นที่จะจำกัดแล้วข้อมูลที่ได้ sync มันแอบงงๆ ซ้ำๆ ซ้อนๆ ยังไงก็ไม่รู้ จนกระทั่ง Acer ออกมาเกทับว่าระบบ Cloud ของเขารับรองดีกว่าค่าย Apple เป็นไหนๆ

นอกจากนี้ยังมีเวบ slideshare.net, mediafire.com, dropbox.com, 4shared.com ที่ยังมีบริการให้เราฝากข้อมูลโดยไม่เสียตังก์ (แต่ว่าถ้าอยากได้พื้นที่มากกว่าที่กำหนด ค่อยเสียตังก์เพิ่มครับ)

เพื่อนๆ อาจสงสัย เอ๊ะแล้วระบบ cloud มันเป็นเทรนด์การตลาดตรงไหน ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นว่า การแบ่งปันบนก้อนเมฆ ผู้ให้และผู้รับได้อะไรเป็นผลตอบแทน ลองดูคลิปนี้ครับ ผมว่าคอนเซ็ปต์มันคล้ายๆ กันครับ

ก่อนหน้านี้ถ้าใครเคยได้ยินคำว่า Free Love คงพอจะเดาได้ว่า การตลาดในยุคปัจจุบันมันไม่ใช่การหยิบยื่นสินค้าแล้วแลกเปลี่ยนเป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งเราต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อได้บางสิ่งที่มากกว่า การแบ่งปันก็เท่ากับเป็นการผูกใจไว้ก่อน วันนึงเมื่อความสัมพันธ์นั้นสุกงอม สิ่งที่ได้กลับคืนมาอาจมากกว่าสิ่งที่ร้องขอด้วยซ้ำไป

ผมขอสนับสนุนให้องค์กรในยุคปัจจุบันเป็นองค์กรแห่งความดี คือไม่ใช่มุ่งเน้นสร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการคืนกำไรให้กับคนในสังคม

Social Enterprise ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต ปลูกฝังตั้งแต่วันนี้เพื่อให้มีอนาคตที่ดีในวันหน้า ไม่ได้บอกให้ตั้งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่บอกให้เป็นองค์กรที่ไม่ค้ากำไรเกินควร และหันกลับมาช่วยเยียวยาแก้ปัญหาของสังคม แม้จะเป็นองค์กรที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ ก็ขอให้หาวิธีเป็นองค์กรที่ดีให้ได้

บทความฉบับนี้ถือว่ายาวที่สุดเป็นประวัติการของการเขียนบล็อก ขอบคุณบุคคลที่ถูกอ้างอิงในบล็อกนี้รวมถึงแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในหน้าสื่อหรือบนเวบก็ดี ผมหวังว่าเทรนด์การตลาดทั้ง 10 ข้อ ที่แม้จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้องทุกประการ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทางใดทางหนึ่ง ชอบก็กดไลค์ ชอบมากก็กดแบ่งปัน ขอได้รับความขอบคุณที่สนับสนุนงานเขียนของผมด้วยการอ่านอย่างตั้งใจ แต่ดีใจมากกว่านี้ถ้าได้ข้อคิดตามมาแบบออกนอกหน้า ^ ^

 
 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

2 responses to “Marketing in Trend 10.0

  1. Pinny Shiori

    October 12, 2012 at 11:19 pm

    iMarketing 10.0 @nuttapatch ไม่ได้เขียนนะ พี่

     
    • @somchartlee

      October 13, 2012 at 2:27 pm

      แก้ไขแล้วครับ ขอบคุณครับ

       

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: