RSS

Full Moon คืินวันพระจันทร์เต็มดวง

10 Jan

เรื่องมันมีอยู่ว่า จู่ๆ ก็มีเสียง Notification ดังขึ้นมาบน LINE ว่าพวกเราจะออกเดินทางไปเกาะพะงันกันคืนวันศุกร์นี้ไปมั๊ย? ด้วยความมึนงง ประกอบกับความใจง่าย เลยตัดสินใจยอมยกเลิกนัดในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเพื่อจับรถไปเกาะพะงันกับน้องๆ ที่ออฟฟิซเก่า ไปกัน 7 คนเดินทางโดยรถตู้สภาพเริ่ด ขับนิ่ม เบาะที่นั่งกว้างขวาง เครื่องเสียงไฮโซ แต่แอร์หนาาาาวมาก สรุปแทนที่จะนอนหลับแบบสบาย กลับสั่นเป็นเจ้าเข้าตลอดระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงชุมพร

เราเดินทางมาถึงท่ามะขามน้อย จังหวัดชุมพรก่อนกำหนดเวลาเรือออก ทั้งนี้เป็นเพราะเรายังไม่ได้ตั๋ว ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าในช่วงใกล้เทศกาล Full Moon ตั๋วเรือจะหายากขนาดไหน แม้พวกเราจะใช้คอนเน็กชั่นของเจ้าของโรงแรมที่เกาะพะงันในการจัดการเรื่องตั๋ว Last minute ให้ แต่ก็ยังไม่วายแอบลุ้นอยู่ว่าตั๋วที่สั่งจองไว้ล่วงหน้าจะตกมาถึงมือเราทันการหรือไม่

เตรียมออกเดินทาง จากท่ามะขามน้อย

อีกไม่ถึง 30 นาที เรือจะออกแล้ว พี่ที่จัดการเรื่องตั๋วให้เรายังมาไม่ถึง สอบถามเจ้าหน้าที่ห้องเดินตั๋ว เขาปฏิเสธท่าเดียวว่าตั๋วเต็มแล้ว ไม่มีให้ไปขึ้นที่สุราษฏร์แทน (แอบคิดในใจว่าถ้าตั้งใจให้เป็นอย่างงั้นแต่ทีแรก เราจะดั้นด้นมาถึงที่นี่ทำไมวะ(ครับ)

พวกเราเริ่มนั่งกันไม่ติดที่ หลังจากยกหูคุยกับน้องที่เขาจัดการเรื่องนี้ให้ ในทันใดนั้นเสียงสวรรค์ก็มาโปรด เจ้าหน้าที่ห้องเดินตั๋วกลับลำหันมาออกตั๋วให้เราแต่โดยดี หลังจากได้ยินเสียงจากปลายสาย (อันลึกลับ) จากผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งเราก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวว่าเป็นใคร ไม่ได้ภูมิใจนักหลอกจากการได้ตั๋วมาด้วยวิธีนี้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เส้นสายนั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในแวดวงการเมืองและธุรกิจ แต่มันลามมาถึงหน้าห้องขายตั๋ว ณ ที่แห่งนี้ด้วย เหอ เหอ

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ค่าเรือโดยสาร “ลมพระยา” นั้นแพงกว่าตั๋วเครื่องบินโลว์คอสต์บางเที่ยวเสียอีก ไป-กลับ ชุมพร พะงัน เที่ยวละ 1,000 บาท แต่ก็อ่ะนะ เขาผูกขาดสัมปทานเส้นทางนี้ แถมเรือ Speed Boat ก็ยังสภาพใหม่เอี่ยม ถือว่าเบาใจไม่ต้องหวั่นแม้วันมีคลื่นมาก

เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มีโอกาสมาเที่ยวทะเล ส่วนใหญ่จะขึ้นเขา ตะลอนทัวร์ไหว้พระทำบุญ และครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดาซะด้วย เพราะว่าเป็นการเยือนพะงันครั้งแรกด้วยเช่นกัน ที่นี่ขึ้นชื่อเพราะเทศกาล “ฟูลมูน” ฟังเขาเล่ามาเยอะ แต่ครั้งนี้คงได้เห็นกับตา ว่ามันมีเสน่ห์หรือมนต์ขลังอะไรที่สามารถดึงดูดใจใครหลายคนให้มาเยือนเกาะนี้สักครั้งในชีวิต

อยู่บนเรือ กินลมชมวิว

เรือลำนี้จะจอดเทียบท่าที่เกาะนางยวน เกาะเต่า ก่อนจะจบท้ายที่พะงัน  นอกจากจะขึ้นเรือได้จากที่ชุมพรแล้ว บางคนก็เลือกที่จะบินไปลงที่สุราษฎร์ หรือที่สมุยแล้วต่อเรือมาอีกที พูดง่ายๆ ว่าจะข้ามเกาะทั้งที คงขาดเรือไปไม่ได้ จะเดินทางนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเภทยานพาหนะที่คุณเลือกใช้

เนื่องจากจะต้องนั่งอยู่บนเรือนานนับ 3 ชั่วโมง ผมเลยแอบสอดรู้สอดเห็นพฤติกรรมคนบนเรือ ฝรั่งส่วนใหญ่ชอบนั่งชั้นบนเพราะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลแบบเต็มๆ คนไทยส่วนใหญ่ชอบอยู่ในห้องแอร์ เพราะกลัวแดดเลียผิวเสียจนดำ จะออกมาชมทะเลก็ตอนที่ต้องการโพสต์ท่าถ่ายรูปนี่แหละ

ภาพถ่ายกับคนไทยเป็นของคู่กันจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ ส่วนฝรั่งนั้น นั่งไหนนอนนั่น ไม่มีพิธีรีตอง ถ้าอยากนอนบนพื้นราบก็เอาตัวไปนาบกับพื้นผิวเรือก็เท่านั้่นเอง ส่วนใครที่หลับไม่ลง ก็นั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็จิบเบียร์ชมวิวพอทำให้หายเบื่อไปได้

เวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง เรือก็เทียบท่าส่งผู้โดยสารที่เกาะนางยวน จำได้ว่าเคยมาที่นี่เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว เป็นเกาะส่วนตัวที่สวยงามมาก มีทะเลแหวกขั้นกลางระหว่างหาดสองข้าง มีปลาเล็กปลายน้อยว่ายไปมาอยู่หน้าที่พักเลย สิ่งที่ยังจำติดใจได้ดีคือ อาหารอร่อยมาก ไข่เจียวจานละ 100 น้ำสิงห์สมัยนั้นขายอยู่ขวดละ 40 บาท ป่านนี้ไม่รู้เป็นเท่าไหร่ไปแล้ว ที่เจ้าของรีสอร์ตไม่ให้นำอาหารและเครื่องดื่่มขึ้นมาบนเกาะ ก็เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทิ้งขยะกันบนนี้

เกาะเต่าก็เป็นอีกที่นึงที่น่าไป โดยเฉพาะนักดำน้ำที่ชอบดูปะการัง ที่พักบนเกาะเต่าถูกกว่าที่เกาะนางยวนมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นพวกบังกะโล หรือแคมป์ อะไรประมาณนี้

ถึงแล้ว ที่พักของเราที่เกาะพะงัน

เราใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 45 นาทีหลังจากแวะเกาะเต่ากว่าจะมาถึงเกาะพะงันในที่สุด

รถตู้คันสีเลือดหมูมาจอดรอรับเราเพื่อไม่ส่งที่ จันทรมาสรีสอร์ท จากที่เคยได้ยินมาที่พักบนเกาะพะงันส่วนใหญ่จะออกเป็นแนว เกสต์เฮาส์ บังกะโล อะไรประมาณนี้ เพราะนักท่องเที่ยวแนวตรอกข้าวสารจะชอบมาที่นี่โดยเฉพาะมางาน ฟูลมูนปาร์ตี้ จนกระทั่งมาถึงที่นี่ต้องบอกได้คำเดียวว่า รีสอร์ตเขาดูดี กิ๊บเก๋มาก แม้มาตรฐานการโรงแรมยังไม่ถึงขั้นระดับอินเตอร์เชน แต่เจ้าของรีสอร์ทเขาพิถีพิถันในการตกแต่งสถานที่ให้ดูมีรสนิยม ด้วยศิลปะที่ออกแบบได้อย่างลงตัวกับพื้นเนื้อที่ขนาดเล็ก ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวที่สงบเงียบเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจแบบลืมกาลเวลาและความยุ่งเหยิงในเมืองกรุง

ผมชอบสัญลักษณ์ “กระต่ายในเงาจันทร์” ของที่นี่มาก ดูมันเข้ากันกับชื่อ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของเกาะพะงัน วัสดุอุปกรณ์ และข้าวของเครื่องใช้บางอย่างนั้นถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะถูกออกแบบหรือสั่งมาเพื่อใช้ที่นี่เท่านั้น

พูดแล้วเดี๋ยวจะหาว่าเชียร์จนออกนอกหน้า แวะไปดูของจริงกันทุกมุมห้องได้ที่เวบไซต์นี้เลยครับ http://www.chantaramas.com

มาถึงทั้งทีจะให้นอนอืดอยู่คาห้องก็จะกะไรอยู่ (แม้จะอยากอยู่ก็ตาม) บ่ายนี้เราเลยแวะไปเกาะมะ ชายหาดอีกเวิ้งหนึ่งที่เหมาะต่อการชมพระอาทิตย์ตกมากๆ ว่าแล้วก็เลยแชะภาพสวยๆ ตั้งแต่ออกจากท่า มาถึงตอนพระอาทิตย์ตก ณ เกาะมะ มาฝากกันครับ

รวมมิตร วิวสวย ณ เกาะพะงัน

กิจกรรมสุดฮิต กับท่ากระโดดกลางเวหา

โพสต์ท่าเก๋ๆ ของน้องแอม บิ๊ก ปลา (ภาพโดยน้องแต๊งค์)

การเดินทางมากับเด็กๆ ก็ดีไปอย่าง ทำให้หัวใจชุ่มกระชวย อิจฉาน้องๆ ที่ทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด ไอ้เรานี่ภาพลักษณ์ ชฎามันเยอะ ทำอะไรเวิ่นเว้อมากไป ก็จะดูไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นท่านคงไม่ค่อยเห็นภาพผมหลุดๆ แบบชัดๆ ในที่แห่งนี้ซักเท่าไหร่ 555

จัดหนักอาหารค่ำก่อนเยือนย่ำ Full Moon

หิวแล้ว เราหิวแล้ว มื้อเย็นนี้เราจัดกันหนักมาก เมนูเย็นนี้ได้แก่ กุ้งเผาเจี๋ยนด้วยกระเทียม ปลาเก๋าสามรส ไก่ทอดราดด้วยชีส บล็อกเคอรี่ผัดกุ้ง ข้าวผัดกระเทียม และพลาดไม่ได้กับอาหารจานโปรด “ไข่เจียว”

เมื่ออิ่มแล้วก็เตรียมเข้านอน เฮ้ย!!! ไม่ใช่ เรากำลังจะออกไปยืดเส้นยืดสายกัน ตั้งใจจะแวะไปที่หาดริ้นชิมลาง บรรยากาศ Full Moon ตามมากันเลยคร้าบบบ

ลืมบอกไปว่าคืนที่เราไปกันเขาเรียกกันว่า Chiva Moon มันก็คือ Pre-Full Moon นั่นเอง เราคงไม่ได้อยู่กันจนถึงคืนวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันตรงของคืนขึ้น 15 ค่ำ ที่พระจันทร์ลอยเด่นแบบเต็มดวง

ก่อนจะพาชมบรรยากาศของที่ๆ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินทางผู้แสวงหาความเป็นอิสระในการปล่อยเนื้อปล่อยตัวโดยไม่แคร์สังคม เรามารู้จักประวัติของ Full Moon Party กันซักนิด

จากการสืบค้นข้อมูลอย่างไม่ละเอียดก็ทราบว่าประเพณีนี้เกิดจากการกลุ่มชน บรรดานักท่องเที่ยวชายหญิงที่มารวมตัวกันที่หาดริ้น ในคืนพระจันทร์เต็มดวง มีการเต้นรำ ดื่มสุรา จุดพลุดอกไม้ไฟ หยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านร้านค้าสบโอกาสก็เลยพากันออกมาขายเหล้า ยา ปลาปิ้ง เครื่องดื่ม ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จนเงินสะพัด เทคหรือผับแถวนี้ได้ทีก็ขูดรีดฝรั่งเสียจนหมดเนื้อหมดตัว

พอที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คนก็แห่แหนกันมาโดยไม่ได้นัดหมาย จากกิจกรรมของคนกลุ่มน้อยกลายเป็นประเพณีที่คุณทั่วโลกบินลัดฟ้าเพื่อมาเสียเนื้อเสียตัวกันที่นี่ Full Moon Party เริ่มส่งกลิ่นหึ่งก็ตอนที่สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งค้ายาเสพย์ติดขนาดใหญ่ มีคนนึกสนุกแบบเลยเถิด ถึงขั้นการเสพยา มั่วเซ็กส์ กันแบบโจ๋งครึ่ม โดยมีพระจันทร์ หาดทราย และพวกเขาเป็นสักขีพยาน

The Red Light District

ความงามตามธรรมชาติ ถูกพวกต่างชาติมาปู้ยี่ปู้ยำกันจนจำแทบไม่ได้ว่าที่นี่คือประเทศไทย ฝรั่งมาเที่ยว เราก็ช่วยกันบูชาเขาเปรียบเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง ด้วยการเสิร์ฟเหล้า เสิร์ฟยา และโลกีย์เพื่อแลกกับเงินของเขา

  • ณ ที่แห่งนี้ จำนวนคนต่างชาติมีมากกว่าคนไทยหลายเท่าตัวนัก พอเหยียบเข้ามาในถิ่นนี้มีความรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทยยังไงก็ไม่รู้
  • ฝรั่งจะใส่เสื้อกล้าม หน้าตาดูหื่นกว่าปกติถึง 3 เท่า ส่วนผู้หญิงก็จะนุ่งน้อยห่มน้อยคงเป็นเพราะอากาศมันร้อนตอนออกไปเต้น (พยายามคิดในแง่ดี)
  • ใครที่สนุกเพลินเกินห้ามใจ ก็จะใช้บริการทาสีสะท้อนแสงบนใบหน้าและเนื้อตัว ต้องการแบบถาวรหน่อยก็สักมันไปเลย
  • ร้านค้าสองข้างทางต่างขายเหล้าเสิร์ฟเป็น bucket คือถังพลาสติกใส่น้ำแข็งที่ผสมเหล้านาๆชนิด เข้าด้วยกัน (สูตรของ 4X100 คือแสงโสม กระทิงแดง สไปรต์ และมะนาว) ถ้ายอมจ่ายแพงหน่อย ก็อาจได้เหล้าตรงตามสูตรเป๊ะ ถ้าขี้เหนียวชอบกินของถูก ก็อาจได้สูตรปลอมมาดื่ม เล่ากันว่าบางที่ผสมผงนีออนบด ยากันยุง หรือไม่ก็เห็ดเมา อย่างน้อยก็แค่เมาค้าง อย่างมากก็ได้นอนตายนอกประเทศเท่านั้นเอง (โปรดใช้วิจารณญาณในการดื่มสุรา เด็กและสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยง)
  • กิจกรรมสุดฮิตของงานฟูลมูน คือการเต้นรำ การกระโดดหรือลอดเชือกไฟ ส่วนการมีอะไรกันบนหาดนั้นน่าจะน้อยลงเพราะคนลอบดูน่าจะเยอะพอควร เว้นแต่จะเมาจนลืมตัว หรือไม่ก็ชอบมั่วแบบไม่แคร์สื่อ

Full Moon Party

การมาเยือนหาดริ้นของผมครั้งนี้ วัตถุประสงค์อาจจะดูแปลกไปกว่าคนอื่นนิดนึง ก็ตรงที่รู้สึกตื่นเต้นในการดั้นด้นมาถึงที่เพื่อมาสืบค้นข้อมูลหาประเด็นข่าว แต่กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอยากสืบสานวัฒนธรรมโลกียกรรมใดๆ ทั้งสิ้น

คนส่วนใหญ่มักผิดศีลก็ไอ้ตอนที่มันถูกยั่วยุนี่แหละ สถานที่แห่งนี้คือปรากฎการณ์ที่เป็นยาบำรุงกิเลสชั้นดีทีเดียว

พูดไปแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราชอบเอาปรากฎการณ์ทางธรรมชาติมา build สร้างเป็น Theme ในการจัดอีเวนต์เพื่อสนองตัณหาและความอยากของมนุษย์

มันคงฟังเข้าท่าที่ Beer Garden จะจัดกันในช่วงหน้าหนาวเพื่อให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นดี แต่บางปีมันร้อนขนาดหนัก แต่ก็ยังอุตส่าห์แห่กันออกไปกินเหล้าเบียร์ซะจนเป็นไข้

ถ้าธรรมชาติมันพูดได้ มันคงบอกว่า “เกรงใจกันหน่อย” หรือไม่ก็ “อย่าทำอย่างนี้อีกเลย”

ตั้งใจจะชวนคุยให้สนุก กลายเป็นเรื่องเครียดไปซะฉิบ ขออภัยที่ของมันขึ้นในเวลาอันมิควร เอาเป็นว่าคืนนั้นแวบผ่านไปดูให้เห็นว่าเขาทำอะไรกัน แล้วก็เดินจากมาอย่างสงบ เจอของร้อนไปเรียบร้อยแล้ว กลับมาถึงที่รีสอร์ทก็รีบกระโดดลงน้ำเพื่อลดอุณภูมิในร่างกาย ก่อนที่เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย

ตื่นมาเช้าวันรุ่งขึ้น ทันได้เห็นท้องฟ้าแจ่มใส ทะเลสีคราม ลมโชยเอื่อย ไหลผ่านมาเรื่อย ทำให้จิตใจกลับมาเบิกบานแจ่มใสได้อีกครั้ง ขอฝากภาพสวยๆ นี้ปิดทริป กับบทกลอนที่เขียนไว้เตือนความทรงจำ กับความหลังบนเกาะพะงัน ที่สวยพริ้งเป็นนางฟ้าของผมตอนต้นปีนี้

ขอได้รับความขอบคุณที่ติดตามชมและอ่าน “ไช้พาทัวร์ทั่วไทย” กับดินแดนแห่งความสุข ให้ความทุกข์หยุดทำงานชั่วกาลเวลาหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้

Morning Glory at The Beach

Get away in Jan, A cool breeze under Sun & Sand.

When worries are washed away, The perfect timing makes me one fine day.

ทะเลครามงามงดจรดผืนทราย เกลียวคลื่นสายถาโถมฝั่งกลางเวหา

รุ่งอรุณสาดส่องแสงฟ้าเบิกตา แดดเบื้องหน้าเหลืองนวลผ่องเป็นยองใย

เกาะพะงันตราตรึงตะลึงใจ คือพลอยใสงามเด่นไม่เป็นสอง

คือสวรรค์บนดินถิ่นรับรอง เชิญเพื่อนพ้องสำราญกันที่นั่นเอย

 
Leave a comment

Posted by on January 10, 2012 in Experience, Travel, Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: