RSS

พรแสวง(บุญ)

17 Dec

คนไทยมากกว่า 90% ต่างนับถือศาสนาพุทธ แต่ยังมีอีกที่นึงที่ผมรู้มาเมื่อเร็วๆ นี้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในประเทศนี้ก็เป็นชาวพุทธเช่นกัน แปลกใจไหมที่ไม่ใช่ประเทศอินเดีย และเนปาล ทั้งๆ เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่เป็นประเทศพม่าครับ ทั้งที่ชายแดนก็ติดกับหลายจังหวัดของไทย แต่ดูเหมือนเราจะรู้จักประเทศนี้น้อยมาก

การจัดทริปบุญเยือนประเทศพม่าในครั้งนี้จึงทำให้ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย ถ้าตัดทัศนคติหรือความเข้าใจเดิมๆ ออกไป ประเทศนี้ยังมีอะไรดีให้น่าค้นหาอีกตั้งเยอะ

การเปิดประตูต้อนรับครั้งนี้จะนำมาซึ่งความเจริญหรือถดถอย คงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะวางรากฐานการเติบโตของประเทศไปในทิศทางใด

หากหยกชิ้นนี้ได้รับการเจียรนัยขึ้นมา เชื่อหรือไม่ว่าคงมีใครหลายคนหมายปองอยากได้หยกชิ้นนี้มาเป็นเจ้าของ

เอาล่ะครับ อารัมบทมาเสียยืดยาว ได้เวลาที่ไช้จะพาทัวร์พม่าด้วยการแวะทักทายย่างกุ้ง บินต่อไปถึงพุกาม ข้ามมาที่มัณฑะเลย์ แล้วกลับมาเก็บตกใหม่อีกครั้งที่ย่างกุ้ง

ทริปนี้ถ่ายรูปไปเยอะมาก แต่ขอย่อส่วนตัดเฉพาะตอนสำคัญๆก็แล้วกันครับ ถ้าพร้อมแล้วเตรียมออกเดินทางไปพร้อมกันครับ

ออกตัวทัวร์แต่เช้า

คณะเรามีกันอยู่ประมาณ  30 กว่าคน รวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เตรียมลัดฟ้าบินสู่กรุงย่างกุ้งด้วยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 303 สัมภาระตอนไปไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ขากลับผมเห็นแต่ละคนหิ้วน้ำหนักกลับมาไม่ใช่น้อย พี่ไทยเราคงขาดใจ หากไม่ได้ช้อปปิ้ง (ไม่เว้นแม้จะเป็นทัวร์บุญ)  555

จุดสตาร์ทที่สุวรรณภูมิ เป้าหมายปลายทางที่ย่างกุ้ง

ประเทศพม่าเวลาช้ากว่าเราประมาณครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาบินรวมแล้วประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงย่างกุ้งแล้ว โปรแกรมทัวร์ของเราแน่นมาก เพื่อแวะชมและสักการะสถานที่สำคัญทางศาสนาให้ได้มากที่สุด เราจึงมีตารางบินแต่เช้าทุกวัน รวม 4 วัน 3 คืน เราจับเที่ยวบินมากถึง 5 เที่ยว แวะชมสถานที่ต่างๆ เกือบ 20 แห่ง OMG!!!

จากคำบอกเล่าของผู้รู้ ท่านทราบหรือไม่ว่าที่พม่านั้นมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับทางพุทธศาสนามากมาย แต่จะมีอยู่ 5 ที่ๆ เรียกได้ว่าเป็น A-Must-See Place สำหรับการแสวงบุญ ซึ่งได้แก่

  1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง อยู่ที่ย่างกุ้ง
  2. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง อยู่ที่พุกาม
  3. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ (พระธาตุมุเตา) อยู่ที่เมืองพะโค (หงสาวดี)
  4. พระมหาธาตุเจดีย์ไจก์ถิโย (พระธาตุอินทร์แขวน) อยู่ที่รัฐมอญ
  5. พระมหามัยมุนี อยู่ที่มัณฑะเลย์

เนื่องจากแต่ละที่อยู่กันคนละทิศละทาง ทริปหฤโหดนี้จึงจะพาท่านไป ครอบคลุมได้เพียง 3 ที่ คือ เจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ชเวสิกอง และพระมหามัยมุนี ถ้ามีโอกาสคราวหน้าคราวหน้าคงได้ตามมาเก็บอีก  2 ที่บวกกับอินเลย์

 

ถึงแล้ว สนามบินเมงกาลาดอน กรุงย่างกุ้ง

ตอนที่เรามาถึงที่สนามบินในพม่า ผมรู้สึกแปลกใจขึ้นมาในบัดดลว่าประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นพุทธ ทำไมมีชาวมุสลิมโพกหัวมารายล้อมรอบรั้วเต็มสนามบินไปหมด สักพักไกด์ก็มาเฉลยว่าช่วงที่เรามาถึงเป็นช่วงที่ชาวมุสลิมในพม่าซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยนั้นเดินทางกลับมาจากพิธีฮัจญ์จากนครเมกกะ ถ้าจำไม่ผิดทั้งประเทศได้ไปเพียงหลักร้อย แต่คนมาต้อนรับกลับบ้านนั้นมีเป็นหลักพัน นั่นเป็นเพราะว่าค่าใช้จ่ายต่อคนในการเดินทางไปนั้นสูงมาก หมู่บ้านแต่ละที่จะช่วยกันออกค่าใช้จ่ายแล้วส่งตัวแทนไปหมู่บ้านละคน ตอนกลับมา จะมีคนเข้ามาห้อมล้อมเพื่อรอต้อนรับ และการสัมผัสเนื้อสัมผัสตัวผู้เดินทางไปแสวงบุญ นั้นเท่ากับว่าเป็นการรับบุญไปด้วย

เจดีย์เยเลพญา

หลังจากแหวกฝูงชนออกมาได้ เราก็เดินทางไปชม พระเจดีย์เยเลพญา ซึ่งเป็นเจดีย์กลางน้ำซึ่งสร้างขึ้นเมื่อราวพันปีก่อน (Wow….) คนพม่าเชื่อว่าเจดีย์แห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก แม้น้ำจะไหลเชี่ยวขนาดไหนแต่เจดีย์นั้นน้ำไม่เคยท่วม เป็นสถานที่ๆ คนมักมาขอพรเกี่ยวกับเรื่อง “ทอง” โดยเฉพาะ นอกจากนี้ตรงปากประตูทางเข้าจะมีรูปปั้นยักษ์ซึ่งคนจะมากราบไหว้ขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ อยากได้หายเจ็บหรือป่วยตรงอวัยวะส่วนไหน ก็ให้ลูบที่ส่วนนั้น

  

อาหารมื้อแรกที่พม่า

ได้เวลาเที่ยงแล้วเรามาเติมพลังกันที่ร้านอาหารจีนแห่งนี้ ต้องขอบอกว่ากุ้งย่างและเป็ดของเขารสชาติเมพมากๆ

เติมพลังและขับของเสียกันเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางต่อไปยังตลาดสก๊อต ซึ่งเป็นแหล่งซื้อของที่ระลึกพื้นเมืองราคาถูก เช่น ไม้และงาช้างแกะสลัก พระพุทธรูปไม้หอม แป้งทานาคา ผ้าปักพื้นเมือง เครื่องเงินและหยก

ดูสภาพตลาดแล้วจะคล้ายกับ พาหุรัดบ้านเราผสมจตุจักรและสวนลุมไนท์ฯ

หมายเหตุ: เงินที่นี่เขาเรียกว่าจ๊าด 1,000 บาทแลกได้ประมาณ 22,000 จ๊าด

ตลาดสก๊อต แหล่งช้อปปิ้งของพื้นเมือง

สิ่งมหัศจรรย์แรกของทริป

ใครมาย่างกุ้งแล้วไม่ได้มานมัสการเจดีย์ชเวดากองถือว่ามาไม่ถึง ดูรูปทรงแล้วทำให้หวนคิดถึงเจดีย์บนดอยสุเทพของบ้านเรา ชาวพม่าเชื่อกันว่า “พระเกศาธาตุ” ที่ได้รับจากพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าอยู่ในพม่าทั้งหมด 12 เส้น 8 เส้นอยู่ที่เจดีย์แห่งนี้ 3 เส้นอยู่ที่พระธาตุอินทร์แขวน และอีก 1  อยู่ในป่าลึกซึ่งเข้าไปไม่ถึง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่ย่างกุ้ง

เจดีย์ชเวดากองแห่งนี้มีความสูงถึง 7 ชั้น โครงสร้างทำให้อิฐอย่างหนาขึ้นด้วยโครงเหล็ก และถูกเคลือบด้วยทองคำแท่งตีเป็นแผ่นบางๆ แล้วยึดไว้กับตัวเจดีย์ หนักรวมถึง 73 ตัน

เพื่อเป็นสิริมงคลของการเยือนสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คนส่วนใหญ่จะมาขอพรด้วยการสรงน้ำพระประจำวันเกิด แต่ที่นี่เขาไม่ได้มีพระพุทธรูปตามปางต่างๆ เหมือนบ้านเรา เขาให้สังเกตจากสัตว์ประจำวันดังนี้

  • วันจันทร์ = เสือ
  • วันอังคาร = สิงโต
  • วันพุธกลางวัน = ช้างมีงา,  วันพุธกลางคืน = ช้างไม่มีงา
  • วันพฤหัส = หนูตัวใหญ่
  • วันศุกร์ = หนูตัวเล็กไม่มีหาง
  • วันเสาร์ = พญานาค
  • วันอาทิตย์ = ครุฑ

วิธีตักน้ำสรงน้ำพระ ให้ตักเท่ากับจำนวนอายุ +1 เช่นอายุ 25 ปี ให้ตักทั้งหมด 26 ขัน พร้อมกับอธิษฐานขอพรให้ความทุกข์ไหลไปกับน้ำ ให้เหลือแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ยังไม่พอครับพิธีการยังไม่จบแค่นี้ ณ จุดที่เราสรงน้ำ จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ 4 อย่าง นั่นคือพระพุทธรูปประจำวันเกิด เทวดาประจำวันเกิด เสาประจำวันเกิด และสัตว์ประจำวันเกิด ให้เราสรงน้ำให้ครบทุกอย่าง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะต้องสรงให้เท่ากันตามจำนวน

อิ่มบุญทัวร์วัดแบบเต็มๆ

วันนี้ตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่งขอกล่าวคำทักทายเป็นแบบพม่าละกันครับ “มิงกาลาบา” แปลว่าสวัสดี ส่วนใครที่ต้องการกล่าวขอบคุณให้พูดว่า “เจซูติน บาแด” หรือ “เจซูเป” หมายถึงขอบใจ

เมืองพุกาม ดินแดนแห่งเจดีย์หมื่นองค์ ที่มีอายุกว่า 200 ปี คือเป้าหมายการเดินทางของเราวันนี้

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่เรามากราบนมัสการคือ เจดีย์ชเวสิกอง หนึ่งใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่าซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหลายส่วนของพระพุทธเจ้า คือกระดูกส่วนหน้าผาก พระเขี้ยวแก้ว

พระมหาเจดีย์ชเวสิกอง ที่เมืองพุกาม

วิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่คือ เอาแผ่นทองคำเปลวมาปิดไว้ที่ฐานเจดีย์และอธิษฐานขอพรเรื่องการเรียน หรือการงานให้สำเร็จลุล่วง

วัดติโลมินโล และวัดอนันดา

ทั้งวัดติโลมินโล และวัดอนันดาถือเป็นวัดที่สวยงามมาก เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปซึ่งถูกสร้างไว้ 4 ทิศ โดยเฉพาะที่วัดอนันดา พระพุทธรูปนั้นทำจากไม้สักแกะสลักจากไม้ชิ้นเดียว สูง 9 เมตรมีอายุมากถึง 900 ปี (ทางทิศเหนือและใต้ยังเป็นพระพุทธรูปองค์เดิม แต่ทางทิศตะวันออกและตกถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพราะถูกไฟไหม้ไป) เอกลักษณ์ของพระพุทธรูปองค์นี้คือเวลามองแต่ไกลเมื่อโดนแสงไฟสาดส่อง พระพักตร์จะดูยิ้ม แต่พอดูใกล้พระพักตร์จะดูนิ่งเฉย

วัดมนุหา

ถัดมาคือวัดมนุหาที่สร้างโดยพระเจ้ามนูกษัตริย์แห่งมอญ เมื่อปี 1509 เพื่อสั่งสมบุญไว้สำหรับชาติหน้า ด้วยความคับแค้นใจจากการถูกจับมาเป็นเชลย จึงเป็นที่มาของการสร้างวิหารที่แลดูคับแคบ พระพุทธรูปจึงมีชื่อขนานนามอีกชื่อนึงว่า “พระอึดอัด” ส่วนพระพุทธรูปปางปรินิพพานก็มีพระพักตร์ที่ดูกังวล นิ่งเฉย

ยังมีเจดีย์อีกแห่งที่เราไปเยือนแล้วรู้สึกได้ถึงความหดหู่และน่ากลัวคือ “วิหารธรรมยันจี” ซึ่งถูกสร้างโดยพระเจ้านะระตู่ วัดนี้ถือเป็นวัดที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดในพุกาม มีผู้คนถูกตัดมือและถูกสังหารเป็นจำนวนมากในระหว่างการก่อสร้างเจดีย์แห่งนี้ จึงเป็นเหตุให้ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ๆ คนสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่ลี้ลับและไม่น่าพึงประสงค์มากที่สุด บรื๋อๆๆๆ

วัดชเวกูจี

พระอาทิตย์เริ่มอัสดง เรามาสวดมนต์บทธรรมจักรฯ กันที่นี่พร้อมแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในละแวกแถวนี้ แต่เบื้องหน้าต้องขอบอกว่า วิวทิวทัศน์สวยงามมาก แต่เบื้องหลังนั้นน่ากลัวสุดๆ อะจึ๋ย..

ลอยกระทง ชมหุ่นเชิด

เราจบโปรแกรมวันนี้ด้วยการลอยกระทงที่แม่น้ำอิรวดี และทานข้าวเย็นกันที่ภัตตาคาร Nanda ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงหุ่นเชิดที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่

แวะเมืองเก่า เรื่องเล่าที่มัณฑะเลย์

บินแต่เช้าอีกแล้วครับพี่น้อง คราวนี้บินจากพุกามมามัณฑะเลย์ แวะอมรปุระเพื่อมาตักบาตรทำบุญที่ วัดมหากันดายง ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมที่ใหญ่ที่สุดในพม่า เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ที่มีโอกาสได้ทำในขณะที่มาเยือนพม่า นั่นคือการได้ตักบาตรแด่สามเณรและพระสงฆ์ที่มีมากมายนับพันรูป ธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างใกล้เคียงกับบ้านเรา แต่สิ่งที่ดูแปลกและแตกต่างแบบ Myanmar Only คือ

    
ตักบาตรที่วัดมหากันดายง
  • พระเริ่มตักบาตรกันตอนช่วงสาย หลัง 9 โมงเช้า มีการตั้งแถวจัดขบวนราวกับวงศ์ดุริยางค์ (กิจนี้เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลายาวนานเหมือนเดิมทุกวัน)
  • พระที่นี่เดินเร็วมาก แทบจะเรียกได้ว่า คนตักบาตรต้องมือไว ส่วนพระก็ต้องห้ามหยุดรับบาตรที่ใดที่นึงนานจนเกินไป
  • หากโยมใส่บาตรด้วยของซ้ำกับพระรูปเดิม พระผู้ใหญ่จะคอยหยิบของออก เช่นคนแรกใส่ขนมปังแล้ว คนที่สองต้องคอยสังเกตห้ามใส่ของเหมือนกันลงในบาตรพระ
  • ข้าวสวยที่ตักถวายแก่พระสงฆ์หนึ่งรูป คือหนึ่งกาละมังใบใหญ่แบบเต็มๆ ไม่ใช่ชามใบจิ๋วอย่างที่เราคิด ^^
  • เพียงชั่วอึดใจ การตักบาตรเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี เพียงอีกเสี้ยวลมหายใจ พระฉันอาหารเสร็จแล้ว OMG
Mandalay Royal Palace

พระราชวังมัณฑะเลย์

หลังจากกิจกรรมตักบาตร ถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์เสร็จแล้ว เราแวะมาชมสะพานไม้อูเป็ง ข้ามทะเลสาบตองตามัน หลังอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารไทยในมัณฑะเลย์ เราจึงได้แวะมาชมพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง งดงามตามแบบศิลปะแบบพม่าแท้ๆ วิจิตรตระการตาด้วยลวดลายการแกะสลักที่ประณีตที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามินดงในปี 2400

สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับสถานที่แห่งนี้คือ การไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร ปล่อยให้ฝุ่นจับพื้น ผนัง จนสภาพวัตถุโบราณนั้่นเสื่อมโทรมจนสภาพเกือบจะดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่นัก

มีเรื่องเล่ากันว่า ยุคของพระเจ้าธีบอ หรือสีป่อ พระโอรสของพระเจ้ามินดงนั้นถือเป็นกษัตริย์ยุคสุดท้ายของประวัติศาสตร์พม่า และพระมเหสี “พระนางศุภยลัต” หลังแพ้สงครามได้ถูกจับเป็นเชลยศักดิ์ กว่าจะถูกส่งกลับมายังประเทศพม่า ก็มีพระชนมายุค่อนข้างมากแล้ว และเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุด จนในที่สุดพม่าก็ได้มีการเปลี่ยนระบบการบริหารประเทศในภายหลัง เรื่องกษัตริย์และการเมืองในพม่าเป็นเรื่องต้องห้ามในอดีต มาในยุคนี้ คงไม่น่าแปลกใจที่คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่อาจมีความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการปกครองที่ไม่ลงรอยกัน  ทั้งนี้คงเป็นเรื่องของการรับรู้จากสื่อภายนอกประเทศ

ขอพรส่งท้ายปลายปี

พักผ่อนกันแต่หัวค่ำไม่คืนนี้เพราะเช้านี้เรามีภาระกิจสำคัญที่ต้อง “ตามไปดู” คือพิธีล้างพระพักตร์ของ “พระมหามัยมุนี” ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ 3 ของเราในทริปนี้ ตื่นขึ้นมาตอนตีสามครึ่ง เช้าสุดของทริปนี้ หน้าตาดูแทบไม่ได้ แต่งานนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน

พระมหามัยมุณี

พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม ที่พระเจ้ากรุงยะไข่ทรงหล่อขึ้นที่เมืองธรรมวดี เมื่อปี พ.ศ. 689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หุ้มด้วย ทองคำเปลวหนา 2 นิ้ว ทรงเครื่องประดับทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 9 ฟุต ในปี 2327 พระเจ้าปดุงได้สร้างวัดนี้ (มีชื่อเรียกหลายชื่อ วัดมหามุนี วัดยะไข่ วัดอาระกัน หรือวัดพยาจี) เพื่อประดิษฐานพระมหามัยมุนี จนมาในปี พ.ศ. 2422 สมัยพระเจ้าสีป่อ ก่อนจะเสียเมืองพม่าให้อังกฤษได้เกิดไฟไหม้ทำให้ทองคำเปลงที่ปิดพระละลายเก็บเนื้อทองได้หนักราว 700 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2426 ชาวพม่าได้เรี่ยไรเงินเพื่อบูรณะวัดขึ้นใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมโดยสายการออกแบบของช่างชาวอิตาลีจึงนับได้ว่าเป็นวัดที่สร้างใหม่ที่สุดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองพม่า

พวกเรามาต่อแถวแต่เช้าเพื่อชมพิธีล้างพระพักตร์ สิ่งที่เราเตรียมมาเพื่อสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริงคลแก่ชีวิตมีอยู่ 3 อย่างคือ 1.ชุดอาหาร ดอกไม้ ธูปเทียน 2.ผ้าขนหนูเพื่อทำพิธีบูชาและนำกลับมาเก็บไว้เป็นเครื่องสักการะ 3.แผ่นทองที่ต้องซื้อจากทางวัด เพื่อให้ทองที่ปิดอยู่เป็นชนิดเดียวกัน

พิธีล้างพระพักตร์เป็นไปด้วยความประณีตโดยเจ้าอาวาสซึ่งใช้เวลานานเกือบชั่วโมง เสร็จจากพิธีเฉพาะผู้ชายจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปปิดแผ่นทองได้ (สำหรับผู้หญิงให้อธิษฐานแล้วฝากคุณผู้ชายขึ้นไปปิดให้) พื้นที่สำหรับยืนโดยรอบนั้นแคบมาก หากโดนใครผลักหรือถูกดันตัวเข้าอย่างจัง มีหวังตกลงมาคอหักแน่ๆ คิดแล้วยังเสียวไม่หายเลย

พระเจดีย์โบตะตอง เทพทันใจ และเทพกระซิบ

อิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว เราก็จับไฟลท์บินกลับมาที่ย่างกุ้ง ผ่านเมืองเฮโฮ ซึ่งใช้เวลารวมแล้วประมาณชั่วโมงนิดๆ หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ร้าน Western Park Ruby  แล้วเราก็เดินทางมานมัสการเจดีย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรับเกศาธาตุก่อนที่นำไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง พุทธศาสนิกชนสามารถเดินเข้ามาชมพระเกศาธาตุซึ่งถูกเก็บไว้ในผอบทองคำให้ผู้คนได้เข้ามากราบไหว้

ในบริเวณใกล้เคียงกัน เราเดินมุ่งมากราบไหว้เทพอีกสององค์ที่คนไทยนั้นต่างนับถือเป็นอย่างมาก นั่นคือ “เทพทันใจ” (นัดโบโบยี) และ “เทพกระซิบ” (อะมาดอว์เมี๊ยะ)

ใครที่ต้องการขอพรจากเทพศักดิ์สิทธิ์  2 องค์นี้ ต้องฟังทางนี้ กรรมวิธีค่อนข้างซับซ้อนมาก

เริ่มต้นจากองค์เทพทันใจ เราต้องเตรียมของสักการะบูชาเป็น กล้วย 5  หวี มะพร้าว 1 ลูก ผ้าพันคอ  1 ผืน และธนบัตร 2 ใบที่ต้องการถวายและเก็บไว้สักการะบูชา (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นของสิ่งนี้) ก่อนจะอธิษฐานขอพร ท่านต้องแสดงออกซึ่งการให้ความเคารพต่อองค์เทพก่อน ถวายสำรับที่เตรียมไว้ คล้องผ้าพันคอ นำธนบัตรที่เตรียมไว้ 2 ใบพับเป็นรูปทรงกรวย เสียบเข้าร่องมือขวาของเทพทันใจ เอาหน้าผากเข้าไปแนบที่นิ้วมือที่ชี้ออกมา จึงเริ่มอธิษฐานขอพรได้หนึ่งอย่าง ห้ามขอเยอะเกิน มิฉะนั้นจะอดหมด (ท่านสอนให้เราไม่โลภ) ผมไม่ได้ขอทรัพย์สินเงินทองจากท่าน แต่จะเป็นอะไรนั้น ขอแอบเก็บไว้ในใจก็พอ แต่ว่าถ้าแม่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ผมจะมาเฉลยครับ อิอิ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ท่านนำธนบัตร 1 ใบติดตัวออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ (ห้ามนำไปใช้)

ส่วนสำหรับองค์เทพกระซิบนั้น สำรับที่ใช้ในการไหว้นั้นต่างกัน คนพม่าเขามักจะถวายด้วยเข้าตูกับนมสด วิธีการกราบไหว้คล้ายกัน ต่างกันตรงที่เวลาขอพรนั้น ให้กระซิบข้างหู ไกด์บอกให้ขอได้เพียง 1 อย่างเท่านั้น แต่ผมเห็นบางคนกระซิบนานมาก นานจนคนข้างหลังเริ่มยืนอย่างกระสับกระส่าย อยากรู้เหมือนกันว่าพรอะไรจึงได้ยาวเช่นนี้ 555

พระตาหวาน และพระหยกขาว

ยังมีแถมอีก 2 วัดก่อนจะจบทริปนี้ ที่แรกเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ที่มีความยาวถึง 70 เมตร ที่มีชื่อว่า “เจาทัตยี” คนไทยเราเรียกชื่อย่อกันว่า “พระตาหวาน” ซึ่งถือว่าเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ส่วนพระพุทธรูปหยกขาว “เจาดอจี” นั้นเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาวไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า มีน้ำหนักถึง 60 ตัน สูง 37 ฟุต กว้าง 24 ฟุต เป็นองค์ที่งดงามมากครับแต่ถูกเก็บไว้ในห้องกระจกติดแอร์อย่างดี จึงทำให้เห็นภาพไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับทัวร์อิ่มบุญอิงประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ พบกันครั้งหน้าไช้พาทัวร์ จะพาออกตัวไปชิมของอร่อยๆ กันบ้างนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงเกือบบรรทัดสุดท้าย _/|\_

ความเหมือนที่แตกต่าง

  • การเดินทางมายังประเทศพม่านั้นสะดวกสบายกว่าประเทศอินเดีย อาหารการกิน ที่พัก ห้องน้ำก็ดีกว่าเยอะ
  • ในขณะที่พม่านั้นสักการะพระมหาเจดีย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยนั้นแม้จะมีวัดและศาลเจ้าอยู่จำนวนมาก แต่ที่ๆ คนไปบูชากราบไหว้เยอะที่สุดมักเกิดจากความศรัทธาส่วนบุคคล ซึ่งหมายรวมถึงความดังและความแม่นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ในที่แต่ละแห่ง
  • พม่าเป็นประเทศที่ยังไม่ได้เปิดรับเอา แฟรนไชส์ธุรกิจ จากฝั่งตะวันตกเข้ามา เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณจะไม่พบ Mc Donald’s, Starbucks, KFC, Pizza Hut และอื่นๆ
  • เข้าของเครื่องใช้ที่นำเข้ามายังประเทศพม่า จะมีราคาแพงกว่าไทยบางครั้งเกือบ 3-4 เท่าตัวเป็นเพราะค่าขนส่งแพง ในขณะที่ของพื้นบ้านศิลปหัตถกรรมนั้นมีราคาถูกจนน่าใจหาย
  • คนพม่าคล้ายคนอินเดีย คือเขาใส่ชุดประจำชาติ (โสร่ง) เดินบนถนนด้วยความเคยชิน ในขณะที่คนไทยจะใส่ชุดประจำชาติเฉพาะในวันสำคัญเท่านั้น
  • รองเท้าแตะคู่เดียว เดินทางไปได้ทั่วพม่า แม้กระทั่งในสถานที่ราชการ ร้านอาหาร โรงแรม รองเท้าแตะใส่ได้โดยไม่ดูขัดเขินเลยแม้แต่น้อย
  • ที่พม่าเราต้องถอดรองเท้าไว้นอกวัด แต่ในไทยเราแค่ถอดไว้นอกโบสถ์ หรือกุฏิพระ
  • โรงแรมในพม่าที่เกรดดีหน่อย ส่วนใหญ่จะมี Wifi ให้ใช้ฟรีที่บริเวณ lobby แต่ขอบอกว่าสปีดเต่าประมาณยุคเราใช้ modem ได้
  • สาวพม่าใช้คำแทนตัวว่า “มะ” ถ้าแต่งงานแล้วเรียกตัวเองว่า “ดอ” ถ้าเป็นคุณหญิงคุณนายขึ้นมาเมื่อไหร่ถูกอัพเกรดเป็น “กระดอ” ทันที ผู้หญิงพม่าหลายคนใฝ่ฝันจะเป็น “กระดอนายพล” เพราะว่าแข็งแรงมั่นคงดี  ผมไม่ได้ทะลึ่งนะ เขาเรียกอย่างนี้จริงๆ🙂

รูปถ่ายกับไกด์พม่า

โปรแกรม  4 วัน 3 คืน : กรุงเทพฯ ย่างกุ้ง พุกาม มัณฑะเลย์

ที่พัก : โรงแรม Kandawgyi Palace (ย่างกุ้ง), โรงแรม Mynmar Treasure Resort (พุกาม), โรงแรม Mandalay Hill Resort (มัณฑะเลย์)

บริษัททัวร์ : ทัวร์เอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์

ไกด์ประจำพม่า : มะโหม่ง

 
1 Comment

Posted by on December 17, 2011 in dhamma, Experience, Travel

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , ,

One response to “พรแสวง(บุญ)

  1. Vop (@MrVop)

    December 17, 2011 at 9:20 am

    สนุกได้ความรู้มากครับ อธิบายได้ละเอียดรูปภาพก็ชัดเจน

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: