RSS

วันทีี่ฉันทิ้งอดีตและลืมอนาคต

06 Dec

เขาบอกกันว่าคนที่สามารถลืมอดีตได้จะไม่มีความทุกข์ เขาบอกกันว่าคนที่ไม่กังกลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็จะไม่มีความทุกข์ รู้ทั้งรู้ว่าทุกข์นั้นเกิดจากการไม่ยอมละทิ้งความจริงที่เจ็บปวด รู้ทั้งรู้ว่าความคิดที่ฟุ้งซ่านไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นมา แต่เราก็ยังคงไม่สามารถห้ามใจไม่ให้คิด คำถามคือ “เราจะอยู่กับความคิดต่อไปอย่างไรให้เป็นสุข”

การพูดว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน” ดูเหมือนจะง่ายไป เพราะเราแทบจะแยกกันไม่ออกระหว่างความรู้สึกตัวกับเคยชิน เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเราสามารถขับรถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องดูป้ายบอกทาง เคยแปลกใจบ้างไหมว่าทำไมเราต้องรู้สึกกลัวผีทั้งๆ เราไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ แล้วทำไมเราต้องหลบตาเวลามีใครบอกว่า “มีใครมีคำถามอะไรไหม” เราต่างตอบรับกับสถานการณ์รอบตัวคล้ายๆ กันด้วยความเคยชิน ชินเสียจนบางครั้งเรารู้สึกมันเป็นไปโดยอัตโนมัติเกินไป ความรู้เนื้อรู้ตัวกับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่ควรฝึก เพื่อไม่ให้หลงหรือไหลไปกับความคิดที่เป็นเครื่องกีดขวางให้เราขาดสติ

ปีนี้นับเป็นปีที่ผมรู้สึกว่าเข้าใกล้พระธรรมมากที่สุดปีหนึ่ง ตั้งแต่การเข้าวัดกราบไหว้ครูบาอาจารย์ ทำบุญโรงทาน กฐินผ้าป่าสามัคคี ฟังธรรมบรรยาย การปฏิบัติธรรม ตลอดจนการเดินทางไปยังสังเวชนียสถาน ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่า “ธรรมะจัดสรร” ได้รึเปล่า เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีมันดูเหมือนจะเอื้อไปเสียหมด

และครั้งนี้ก็เช่นกัน…

คอร์สปฏิบัติธรรม 2-4 ธค. 2554

เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย จากการชักชวนของกัลยาณมิตร ในวันนั้นไร่เชิญตะวันยังเป็นที่ดินที่ว่างเปล่าซึ่งยังไม่ได้ถูกพัฒนาเท่าไหร่นัก แทบจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลยก็ว่าได้ ส่วนที่พักก็ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณยายเจ้าของบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไร่ฯ เราจึงต้องใช้เรือข้ามฟากไปมาระหว่างการปฏิบัติธรรม ความคับแคบของสถานที่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่ออย่างใด ก็ในเมื่อเรามีทั้งภูเขาและแม่น้ำโอบล้อมอยู่จึงทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้น….สุดยอดมาก (อยากให้คุณมาเห็นด้วยตาจัง)

ช่างโชคดีเหลือเกินที่วันนี้ได้มีโอกาสกลับมาเยือนสถานที่เดิมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป(มาก) จากที่ดินว่างเปล่า เริ่มมีเรือนรับรอง หอธรรม โรงครัว ห้องน้ำ และลานสำหรับกางเต้นท์นอน แทบจะเรียกได้ว่าสะดวกสบายกว่าเดิมหลายเท่าตัว อีกชั่วอึดใจผมจะขอพาทัวร์ และพร้อมบอกเล่าประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ณ ที่แห่งนี้ ที่อุดมไปด้วยอาหารตา อาหารสมอง และอาหารใจ

 

 

วันที่ 2 ธันวาคม 2554 เป็นวันที่คณะของเราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่จากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งสู่จังหวัดเชียงราย การเดินทางเป็นไปด้วยความราบรื่น ถนนหนทางเข้าสู่ไร่เชิญตะวันนั้นไม่ขรุขระเหมือนเคย จากที่ใช้เวลาเกินกว่าชั่วโมง คราวนี้ใช้เวลาแค่เพียง 40 กว่านาทีเท่านั้นเอง ตั้งแต่พระอาจารย์ฯ ได้มาพำนักอยู่ที่นี่ ความเจริญ ณ ที่แห่งนี้ก็ได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ลงทะเบียนพร้อมรับถุงนอนยังชีพ

ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษที่ได้กลับมาเข้าคอร์สกับท่าน ว. ในฐานะศิษย์รุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายก่อนที่สถาบันปฎิบัติธรรมแห่งนี้จะถูกยกระดับให้เป็น มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ในปี 2555

ปฐมนิเทศคอร์สรื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต

หลังจากที่เรา check-in  และรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ท่าน ว. ได้กล่าวปฐมนิเทศ พร้อมทั้งนำสมาทานศีล 8 ให้ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ได้ปฏิบัติตามตลอดระยะเวลาที่อยู่ในไร่เชิญตะวัน กำหนดการในแต่ละวันนั้นถูกปรับตามความเหมาะสม มีทั้งการทำวัตรเช้า-เย็น ฟังธรรมบรรยาย การนั่งวิปัสสนา การเดินจงกรม โยคภาวนา ทั้งในตัวอาคารและนอกอาคารสลับกันไป

นั่งฟังธรรมท่ามกลางขุนเขาและลำธาร..เบิกบานใจ

ท่าน ว.นำเดินจงกรม ด้วยความรู้สึกตัว

ธรรมบรรยายที่ลึกซึ้งกินใจ

ธรรมะในสวน

คอร์สปฏิบัติธรรมที่นี่ค่อนข้างเรียบง่าย และไม่น่าเบื่อ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเราไม่รู้สึกจำเจ ในยามเช้าเราจะปฏิบัติธรรมกันท่ามกลางธรรมชาติ ดูพระอาทิตย์ขึ้น สูดลมหายใจกันเต็มปอด แล้วพอสายหน่อยเราจึงกลับเข้ามาปฏิบัติในวิหาร

จักรวาลความคิด รอบสวนหินสไตล์ Zen

กินดื่มอย่างมีสติ

ท่าน ว.นอกจากนำพวกเราปฏิบัติเองแล้ว ท่านยังได้ให้ข้อคิดมากมายกับการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ว่าจะเป็นการกินและการดื่มอย่างมีสติ การแผ่เมตตาและระลึกถึงบุญคุณบุพการี

นอกจากท่านจะมีคำตอบให้ในเกือบทุกเรื่องแล้ว คำอธิบายของท่านช่างดูเรียบง่าย แต่แยบคายในทุกประเด็น

ในช่วงปุจฉา-วิสัจฉนา ท่านได้ให้ความกระจ่างในหลายๆ เรื่อง เช่นการสร้างบุญนั้นไม่ได้แก้กรรมหรือล้างบาปโดยตรง แต่ทำให้บาปนั้นเจือจาง เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงไปเพื่อทำให้ความเค็มนั้นค่อยๆจางลง

ส่วนการไปกราบไหว้สังเวชนียสถานที่ใครๆ ต่างพากันพูดว่าใครที่ได้ไปครบทั้ง 4 แห่ง “ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์” นั้นเป็นเรื่องจริงในประไตรปิฎก แต่ต้องเป็นการไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการชะโงกถ่ายภาพอย่างที่บริษัททัวร์หลายที่ทำกัน

ยังมีบทบรรยายธรรมดีๆ อีกตั้งมากมาย ที่เสียดายไม่ได้อัดเสียงไว้ เรื่องเล่าของท่านนั้นฟังเพลิน และได้สาระมาเป็นของแถม ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในการใช้ชีวิตในต่างแดน การเป็นพระชาวสวน(ทาง)คิด และล่าสุดกับการขึ้นรับรางวัลระดับโลกในฐานะบุคคลผู้อุทิศตนทำงานด้านการศึกษาเพื่อสันติภาพ

อัจฉริยภาพของท่านเกินบรรยาย ใครได้พบปะพูดคุยใกล้ชิดกับท่าน จำต้องสยบด้วยวิธีการตอบที่แยบคายแบบไม่มีใครเหมือน แม้กระทั่งวูดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ยังมีอาจารย์อีกสองท่านที่เปรียบเสมือนมือขวาและซ้ายของพระอาจารย์ ท่านแรกคืออาจารย์สุธรรม หรือคุณเอที่เราเรียกกัน เป็นผู้นำสวดมนต์และช่วยบรรยายธรรมในบางช่วงแทนพระอาจารย์ด้วยสื่อการสอนครบมือ ส่วนคุณหน่อยก็เป็นวิทยากรอีกท่านที่ช่วยนำโยคะภาวนา เสียงคุณหน่อยนั้นเพราะมาก ฟังแล้วสบายหู สบายใจจริงๆ โดยเฉพาะตอนพานอนภาวนาเนี่ย ขอบอกว่าคณะนี้ชอบกิจกรรมนี้มาก เพราะบางคนถึงขั้นออกเสียงกรนออกมาดังๆ ให้ได้ยินระหว่างการปฏิบัติ แสดงว่าหลับลึกจริงไรจริง 555

กายบริหาร คลายเมื่อยด้วยโยคะ

นอนท่าศพอาสนะ สบายดีจังท่านี้

วันเวลาอันแสนสงบเงียบในจิตใจนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว คอร์ส 3 วัน 2 คืนแลจะดูสั้นไป แต่ก็ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา ขอภาวนาให้เชื้อฟืนในใจ จุดพลังใจให้สามารถครองสติและยึดมั่นในธรรมต่อไปแม้จะต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ อย่างน้อยเราก็ได้ข้อคิดเตือนใจพกกลับมาปลูกต่อที่บ้าน อย่างมากต้นไม้ต้นนั้นอาจออกดอกผลิบานในใจเรา หากเรายังคงหมั่นรดน้ำพรวนดินต่อไป

พิธีบายศรีสู่ขวัญ

ขอบคุณผู้ดูแลสถานที่และอาสาสมัครทุกคน ที่ทำให้เราได้รับความสะดวกสบายด้วยการดูแลเรื่องที่พัก อาหาร ห้องน้ำ ให้กับพวกเรา

ขอบคุณคุณหน่อยและคุณเอสำหรับข้อแนะนำดีๆ ตลอดระยะเวลาที่พวกเราปฏัติธรรมในคอร์สนี้ ขอบคุณน้องโอ้ตสำหรับภาพสวยๆ

และกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ที่เมตตาให้พวกเราได้รับความรู้ที่ประเมินค่าไม่ได้ พวกเราจะตั้งใจรับใช้พระธรรมเพื่อความเบิกบานใจของเราและผู้อื่นต่อไป

ภาพหมู่รุ่นที่ 1+58

เบิกบานในธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี (ประมวลภาพคอร์สปฏิบัติธรรม ที่ไร่เชิญตะวัน ณ วันที่ 2-4 ธันวาคม 2554)

ธรรมะเตือนใจ

1. จงทำในสิ่งที่รัก เพื่อความสำเร็จที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือ และรักในสิ่งที่ทำ เพื่อความสุขที่อยู่ใกล้ใจนิดเดียว

2. เรื่องสำคัญในชีวิตคือสิ่งที่ควรทำวันนี้ ไม่ใช่วันที่เกือบสิ้นลมหายใจ

3. ความคิดที่ดีคือองค์ความรู้ที่ได้รับ สติปัญญาที่มีคือหินลับคมความคิด (ให้คมกริบ)

 
4 Comments

Posted by on December 6, 2011 in dhamma

 

Tags: , , , , , ,

4 responses to “วันทีี่ฉันทิ้งอดีตและลืมอนาคต

  1. Jin

    December 6, 2011 at 11:13 pm

    Another good memory in my life..^^

     
  2. Zenk

    December 10, 2011 at 3:14 pm

    เขียนจนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกในช่วงปฏิบัติเลยครับพี่ ^^

     
  3. แหม่ม

    January 4, 2012 at 4:43 pm

    ดีจังคะ อยากมีโอกาสแบบนี้มั่งจังเลย

     
    • @somchartlee

      January 4, 2012 at 7:46 pm

      ก่อนอื่นหนูต้องขอสัญญาว่าจะเลิกทำน้ำหนักก่อนนะครับ🙂

       

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: