RSS

Tag Archives: พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี. พระอาจารย์ ประสงค์

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

ปี 2554 กำลังผ่านไป นึกย้อนกลับไปถือได้ว่าเป็นปีแห่งเรื่องราวจริงๆ ถ้าเป็นละครก็เรียกได้ว่าเป็นหนังชีวิตที่มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นในทุกตอน

Every destination has its course, every cause has its reason ทุกเป้าหมายปลายทางมีหนทางรออยู่ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลของมั

สำหรับผมปีนี้ถือเป็นปีแห่งความมหัศจรรย์ ที่ปนไปด้วยวิบากกรรมและเรื่องเหลือเชื่อ เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการงาน ครอบครัว และยังมีแฝงด้วยวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติและปรากฎการณ์ทางธรรมอีกด้วย

เป็นปีที่ผมได้สัมผัสถึงความรัก ความไม่คาดฝัน ความไม่แน่นอน และสัจธรรมหลายๆอย่างรวมกัน ดูรูปทรงแล้ว เห็นทีคงไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุกลายๆ ที่ดูคล้ายจะเป็นความลงตัวที่พอดิบพอดี

จะเป็นอะไรนั้น ผมอยากให้คุณอ่านบันทึกฉบับนี้ตั้งแต่ต้นจนจบตอน ถือเป็นบทสรุปส่งท้ายของปีที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาไว้เตือนสติตัวเอง และมันอาจเป็นกำลังใจให้ใครบางคนกล้าที่จะคิดและบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องทำ..ทำอะไรสักอย่างแล้ว”

“จงอย่าประมาทกับการใช้ชีวิต เพราะถ้าคุณพลาดหรือเผลอคิดผิดเพียงแวบเดียว คุณอาจหมดโอกาสทั้งชีวิตในการได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะเสร็จไปได้ตั้งนานแล้ว”

เพื่ออรรถรสการอ่าน ผมขอเล่าเป็นฉากๆ highlight เฉพาะเหตุการณ์เด่นๆ ที่เกิดขึ้นในรอบเดือน พร้อมตบท้ายด้วยข้อคิดที่แฝงไว้กับเรื่องราวในตอนนั้น

มกราคม 54 : จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กับการลาออกจากงานประจำที่ KBank กับตำแหน่งสุดท้าย Senior Vice President, Department Head of SME CRM 

เดือนมกราคมปีนี้เป็นปีที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน ท่ามกลางความงงงวยของคนรอบข้าง เพราะว่าหน้าที่การงานกำลังไปได้สวย สำหรับใครหลายคนคงเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากที่จะละทิ้งโอกาสในการเติบโตในองค์กรที่มั่นคง แต่สำหรับผมมันเป็นความคิดชั่ววูบที่ดูหนักแน่น และมั่นใจว่าคงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจเราได้ในวินาทีนี้

สำหรับคนส่วนใหญ่ การลาออกหมายถึง การก้าวไปอยู่ในองค์กรอื่นที่มีโอกาสทางอาชีพที่ดีขึ้น การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำงานที่ตรงกับความถนัดและความสามารถมากขึ้น ไม่นับรวมถึงปัจจัยลบต่างๆ เช่น ความไม่พึงพอใจกับเงินเดือนและสวัสดิการที่ตัวเองได้รับ ความไม่ลงรอยกับนาย รู้สึกอึดอันต่อสภาพแวดล้อมการทำงานและเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

ผมผ่านตรงนั้นมาหมดแล้ว แต่ครั้งนี้ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป…บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่ที่แน่ใจคือ “เราต้องเชื่อในสัญชาตญาณของเราว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า”

คำถามที่ยังค้างคาอยู่ใน ณ ขณะนั้นคือ “แล้วเราจะออกไปทำอะไร?”, “แน่ใจนะว่าเราไม่ได้กำลังประชดชีวิตอยู่!!!” ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เสียงเรียกร้องจากข้างในมันดังเกินกว่าที่จะรั้งการตัดสินใจครั้งนี้

หากจุดเปลี่ยนสถานีชีวิตนี้ทำให้เราไปถึงเป้าหมายปลายทางได้เร็วขึ้นจริง ผลลัพธ์ใน 5 ปีข้างหน้าคือบทพิสูจน์ที่ชี้ชัดว่า “เราไม่ได้เดินหลงทาง” ภาระกิจต่อจากนี้ไปจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท้าทาย และปราศจากความเคยชินโดยสิ้นเชิง

และนี่คือปรากฎการณ์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นกับผมในปีนี้ อย่างที่ผมบอกในตอนแรก ผมว่ามันเป็นมากกว่าความบังเอิญนะ หรือถ้าจะพูดอีกแง่นึง มันอาจเรียกได้ว่าคือ “ธรรมะจัดสรร” ก็ได้ ความหมายของชีวิตที่แฝงอยู่มันคือท่วงทำนองที่ผมเรียนรู้จากการถอดความออกจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น มันคือเรื่องจริงหรืออุปทาน นั่นคงไม่สำคัญมากไปกว่า “เราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง”

อดีตและปัจจุบัน คนเดียวกันที่เปลี่ยนไป

ความสำเร็จของแต่ละคนได้มาไม่เท่ากัน ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครถึงก่อนใคร หรือได้มากกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่เราสามารถสะกดคำว่า “พอ” ได้ชัดถ้อยชัดคำ

ผมเคยคิดว่าตำแหน่งหน้าที่ ชื่อเสียง เงินทอง จะนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับใครๆ หลายคน ด้วยความที่อยากจะเป็น  someone somebody จึงขวนขวาย ไขว่คว้า ทำทุกอย่างให้ได้ดีที่สุด อารมณ์ประมาณ Perfectionist ใครทำอะไรไม่ได้ดังใจ ก็จะลงมือทำเอง เพราะเชื่อว่าจะทำทั้งทีมันต้อง “เป๊ะ”

การดำเนินชีวิตท่ามกลางการแข่งขัน และความคาดหวังจากคนรอบข้างมันเป็นอะไรที่เหนื่อย เหนื่อยจนทำให้คิดถึงเพลง “เหนื่อยไหมดาว” ของมาช่า

และแล้วดราม่าของละครเรื่องนี้มันก็จบลงง่ายๆ ด้วยน้ำมือของผมเอง การตัดสินใจลาออกมันเป็นอะไรที่บ้ามาก แต่คุณรู้ไหมผมต้องรวบรวมความกล้ามากเท่าไหร่ที่จะยอมพังปราสาททรายเพื่อแลกกับจิตอิสระที่ต้องการไขว่คว้า ออกตามหา “ความสุขที่แท้จริง”

ผมเคยท้อแต่ก็ไม่เคยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ จนมาครั้งนี้ผมขอยอมยกธงให้กับความทะเยอทะยาน ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของ “ความสำเร็จในชีวิต” การชนะใจตัวเองต่างหากคือคำตอบแรกของการเดินทางต่อไปข้างหน้า

แม้จะมีอารมณ์ “เสียดาย” บ้างกับเงินเดือน 6 หลัก, รถประจำตำแหน่ง, ห้องทำงานและเลขาส่วนตัว แต่ผมไม่คิดลังเลที่จะสลัดทุกสิ่งในเบื้องหน้า เพราะรู้ว่าวันหนึ่งอีโก้ที่สะสมมานานนับสิบปีมันจะกลายเป็นแผลกดทับที่ทำให้เราเกิดอาการอัมพาตทางใจ

ผมน่าจะดีใจใช่ไหม ที่ตัดสินใจกดปุ่ม “Reset” ในวันที่ตัวเองยังมีความกล้าพอ

ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่เป็นครูให้ผมได้สัมผัสของจริง ที่ไม่มีในห้องทดลอง

ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่ทำให้ผมสัมผัสถึง “ความรักและความผูกพัน” ที่มอบให้กันในวันที่ผมต้องการกำลังใจ

ในวันที่ผมเดินจากองค์กรที่ผมรักนี้มา..ผมเพิ่งจะได้รู้ว่า “เรากลายเป็นคนที่ถูกรักมากที่สุดคนหนึ่ง” คำพูด สีหน้า แววตา และอ้อมกอดจากคนใกล้ตัว มันคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อเราตั้งใจทำอะไรให้ดีที่สุดแล้ว แม้วันนี้มันจะยังไม่เห็นผล แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของมัน เราจะได้รับมันกลับมาเป็นร้อยเท่าทวีคูณ

ข้อคิดประจำเดือน “การลาออกจาก comfort zone คือการเมินเฉยต่อความเคยตัวและความเคยชิน ถ้าคิดจะก้าวเดินต่อ ต้องไม่ท้อต่ออุปสรรค และต้องยอมรับกับความเสี่ยงที่เปรียบเสมือนยากระตุ้นหัวใจ”

*********************************************************************

กุมภาพันธ์ 54 : เดินทางแสวงบุญเพื่อสักการะ 4 สังเวชนียสถานที่เนปาลและอินเดีย 

ตามรอยสังเวชนียสถาน

ทันทีที่ตัดสินใจออกจากงาน ก็เหมือนมีแรงดลใจให้ได้ไป สังเวชนียสถาน คนอื่นใช้เวลาเป็นแรมปีในการเตรียมตัวเตรียมใจ ของผมใช้เวลาเพียงแค่อาทิตย์กว่าๆ ก็ได้ไปที่นั่นอย่างไม่คาดฝัน

ในชีวิตเคยไปอินเดียมาแล้วครั้งนึง ไม่เคยคิดว่าจะกลับไปอีก แต่มาครั้งนี้เป้าหมายมันเปลี่ยนไป ในระหว่างที่อยู่ในระยะทำใจ “การเดินทางไปแสวงบุญ” ดูจะตอบโจทย์บางอย่าง ให้เราได้ค่อยๆ คิดและค้นหาคำตอบในระหว่างทาง

ด้วยความที่ไม่พยายามความหวังอะไรมากกับการไปในทริปนี้ มันเลยทำให้เราไม่ต้องพกอะไรที่หนักๆ ตามไปด้วย พักผ่อนกายเห็นทีคงจะยาก แต่พักผ่อนใจนี้ได้กลับมาเต็มๆ

ตามรอยสังเวชนียสถาน

ไปครั้งแสวงบุญครั้งแรกก็ถูกจัดหนักกับ “ทุลักทุเลทัวร์” คือทั้งตกเครื่องบิน เดินทางไกลมากกว่าสิบชั่วโมงจากที่นึงไปสู่อีกที่นึง บางคืนแทบไม่ได้นอน แถมยังต้องตื่นแต่ตีสี่ อาหารการกินไม่ถูกปาก ที่พักก็น่ากลัวมากๆ ห้องน้ำก็ไม่ต้องพูดถึง กว้างมากเลยเพราะทุ่งนี้มีให้เลือกตามอัธยาศัย แต่พอถึงที่หมายในแต่ละที่ ได้กราบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้ำตาแห่งความปิติก็ไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว เรื่องจริงมันยาวกว่านี้มาก ถ้าเป็นไปได้อยากให้คุณมีโอกาสได้ไปเหยียบดินแดนพุทธภูมิสักครั้งในชีวิตด้วยตัวคุณเอง

ข้อคิดประจำเดือน “การพักผ่อนกายก็เปรียบเหมือนการชาร์จแบตด้วยไฟฟ้า ใช้ไปได้สักพักแบตก็หมด แต่การพักผ่อนใจคือการเติมความสุขด้วยความสว่าง เมื่อคุณพบแสงธรรมในใจแล้ว ต่อให้ถูกใช้ไปเท่าไหร่แบตก็ไม่มีวันเสื่อม”

*********************************************************************

มีนาคม 54 : เปิดตัวหนังสือ “คิดออกนอกหน้า” หนังสือเล่มแรกของชีวิต และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน (มือไม่อาชีพ)

หนังสือ คิดออกนอกหน้า โดย @somchartlee

ประสบการณ์ 5 ปีที่ผ่านมากับการคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจ SMEs ทำให้ผมได้รับการชักชวนเปิดคอลัมน์ Insight Out ในนิตยสาร SME Thailand รายเดือน เผลอแผล็บเดียวเขียนไปแล้วกว่า 30 ตอน เลยได้เวลาปัดฝุ่นนำมา Rewrite และรวบรวมเป็น Pocket Book หนังสือเล่มแรกที่ถือเป็นอีกหนึ่งในความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต

รายได้จากการเขียนทั้งหมด ผมขอร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษาให้แก่ชุมชนการเรียนรู้แนวเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ท่านใดที่อยากอุปการะเด็กเขาชาวดอยผู้ด้อยโอกาส สามารถคลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ (โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า)

งานเปิดตัวหนังสือ “คิดออกนอกหน้า” ที่ร้าน @Barn 36

ขอบคุณ ท่าน ว.วชิรเมธี คุณบัณฑูร ล่ำซำ พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ และอาจารย์ธันยวัชร์ ขาโหดประจำรายการ SME ตีแตก ที่ได้ให้เกียรติเขียนคำนิยมให้แก่หนังสือเล่มนี้เป็นการเบิกชัย และขอบคุณคนสำคัญอีก 3 คน คุณวัชรมงคล แห่ง Bathroom Design คุณธเนศ จาก Divana Spa และคุณปีเตอร์ จาก Daddy Dough ที่เป็นกรณีศึกษาและแขกรับเชิญพิเศษในงานเปิดตัวหนังสือ “คิดออกนอกหน้า” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 ที่ Barn @36

สำหรับใครที่อยากเชียร์แบบออกนอกหน้า เชิญสมัครเป็นสมาชิกร่วมอุดมการณ์ แบ่งปันความคิดกันได้ที่นี่ คิดออกนอกหน้า Facebook FanPage

ข้อคิดประจำเดือน “เมื่อคุณรักใครสักคน ก็จงรักให้หมดหัวใจ เมื่อคุณรักในสิ่งใด ก็จงตั้งใจให้ดีที่สุดกับสิ่งที่คุณทำ”

*********************************************************************

เมษายน 54 : เร่ิมงานบรรยายและงานที่ปรึกษาด้านการตลาด

ผมเริ่มกลับมาทำงานตามสิ่งที่ถนัด แต่ก็เฝ้าบอกกับตัวเองว่า “จะไม่ทำงานจนลืมเวลาพักผ่อนและดูแลคนรอบข้าง” เราคงไม่สามารถจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม คือทุ่มสุดตัว อินมากจนลืมดูแลสังขาร พอทีกับอะไรที่มันสุดโต่ง

SME’s wisdom ใน GM Biz

ตอนนี้ก็รับเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยเน้นเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และแนะนำการคิดแคมเปญ CRM เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและหาลูกค้าใหม่ เผื่อเอาไว้ว่าจะทำงานอาทิตย์นึงไม่เกิน 3 วัน จะได้มีเวลาเหลือพอที่จะทำเรื่องมันๆ ต่อได้

เวลาส่วนที่เหลือผมก็รับงานบรรยายให้กับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัย และก็หน่วยงานเอกชนบ้าง นอกจากนี้ก็ยังคงมีคอลัมน์เล็กๆ SMEs Wisdom  ในนิตยสาร GM Biz ที่มีอาจารย์ธันยวัชร์ @mktmag เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ

ข้อคิดประจำเดือน “จงทำงานเพื่อเลี้ยงตัวให้มีชีวิต แต่จงอย่าใช้ทั้งชีวิตทำงานเพื่อเลี้ยงตัว”

*********************************************************************

พฤษภาคม 54 : เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกับ พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

คอร์สปฏิบัติธรรม Rest & Relax

ในเดือนนี้มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งชวนให้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกับหลวงตา ประสงค์ ปริปุณโณ พระวิปัสสนาจารย์ผูัมากด้วยอารมณ์ขัน แง่คิดเชิงบวก และเป็นผู้เขียนหนังสือ “หักหอกเป็นดอกไม้” อีกด้วย คอร์สนี้จัดขึ้น ณ สถานปฏิบัติธรรม มูลนิธิเติมน้ำใจให้สังคม โดยคุณภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตผู้บริหาร dtac เป็นผู้เอื้อเฟื้อสถานที่

สถานที่นี้เป็นบ้านพักตากอากาศทรงไทยที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่มีบรรยากาศสัปปายะ ร่มรื่น สะดวก(แต่ไม่สบาย) การได้ฟังธรรม การได้ลงมือปฏิบัติ และทำกิจกรรมต่างๆ พาให้ Rest & Relax สมชื่อจริงๆ

อาจารย์ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง ผู้แต่งหนังสือ “สอนแม่ปฏิบัติธรรม” เป็นวิทยากรพิเศษสำหรับคอร์สนี้ ท่านมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาดีมาก นอกจากนี้ยังมี อาจารย์สิญจ์และอาจารย์เล็ก ที่มาช่วยสอน “จี้กง” ให้เรารู้จักบริหารลมปราณเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงกันอีกด้วย

หนึ่งในกิจกรรมที่ผมประทับใจมากในครั้งนั้นคือการบรรยายธรรมให้เรารู้สำนึกบุญคุณของพระในบ้าน ไม่รู้คุณเป็นเหมือนผมไหม แค่ได้ฟังเพลงค่าน้ำนมหรืออิ่มอุ่น แล้วรู้สึกไปตามเนื้อร้อง แค่นี้ก็พอจะทำให้น้ำตาเอ่อคลอเบ้าออกมาโดยไม่ต้องอายใคร

เสร็จการบรรยายธรรม จู่ๆ พระอาจารย์ก็บอกให้เราควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ไม่ได้ให้เอาไว้ใช้พูดคุยกันอย่างที่เราคิด แต่ให้เราโทรหาคนที่เรารักและบอกให้เขารู้ว่าเรารักเขามากแค่ไหน

ผมรู้ในทันทีว่าจะโทรหาใคร แม่คงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่า ลูกทำไมโทรกลับมาที่บ้านทั้งๆ ที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติธรรม ด้วยความที่เราไม่ได้บอกรักกันตลอดเวลา จึงเป็นอะไรที่เขินมากแต่ผมก็พยายามอยู่ เริ่มต้นด้วยการถามว่าแม่ทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง เอาบุญมาฝากนะ พอหมดเรื่องคุย คำว่า “รักแม่” ในที่สุดก็หลุดออกจากปาก อั้นพองามแต่พอได้พูดออกไปแล้ว โคตรภูมิใจเลยครับ

ข้อคิดประจำเดือน “จงอย่าเขินที่จะบอกรักคนใกล้ตัว ทำดีกับใครเท่าไรไม่สู้ทำดีและสำนึกบุญคุณต่อบุพการี”

*********************************************************************

มิถุนายน 54 : Special BD Present กับทริปล่องเรือไปกับ ATime Traveller

เรื่องต่อจากเดือนที่แล้ว ด้วยความบังเอิญผมมีโอกาสได้พาแม่ไปล่องเรือไหว้พระทำบุญในเดือนเกิดพร้อมกับพี่สาวและกัลยาณมิตรอีกหลายคน ดีใจที่แม่ชอบ แม่บอกไม่เหนื่อยดี เพราะทีม ATime เขาดูแลดีมาก โดยเฉพาะอาหารการกินบนเรือนั้นสุดยอดมากขอบอก

ในทริปนั้นมีดีใจเชาๆ เป็นผู้นำทริป มุขบางมุขฟังแล้วขำกลิ้งจนกรามค้างเลย ในระหว่างเดินทางกลับขึ้นฝั่ง ก็มีมินิคอนเสิร์ตเล็กๆ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา แขกรับเชิญในวันนั้นคือ “พี่มินท์ และพี่ปั่น” คงไม่ต้องบอกนะว่าทำไม ATime เขาถึงเลือกนักร้อง 2 ท่านนี้มาลงเรือร่วมกับเรา เพราะดูจากอายุอานามแล้วน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย 555

โชคดีที่รู้ตัวมาก่อนว่าจะได้ขึ้นร้องเพลงคู่กับพี่มินท์ เลยซ้อมร้องมาเป็นอย่างดี แต่บนเวทีจริงนั้น…หนาวมาก กลัวร้องล่ม แค่นั้นยังไม่พอพี่ปั่นยังให้ร้องต่ออีกเพลง ลืมเนื้อบ้างไรบ้าง แต่ก็เป็นการร้องเพลงบนเรือที่มีความสุขจริงๆ ฟังของจริงได้ที่คลิปข้างล่างนี้เลยครับ

ข้อคิดประจำเดือน “การทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มันทำให้หัวใจเราพองโตและมีความสุขที่ไม่เล็กน้อยเลย”

********************************************************************* >>> กดคลิ๊กเพื่ออ่านต่ออีก 6 เดือน

Read the rest of this entry »

 
11 Comments

Posted by on December 31, 2011 in CRM, dhamma, Experience, Travel, Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , ,

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,620 other followers

%d bloggers like this: