RSS

Monthly Archives: December 2012

ลำปางหนาวมาก

ผมมาเยือนลำปางเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกตรงที่ได้สัมผัสแง่มุมต่างๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนของนครลำปาง ยิ่งอยู่นาน ยิงหลงรัก คือถ้าแค่ขับรถผ่านมาแล้วผ่านไป ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ก็คงจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอได้อยู่ค้างอ้างแรม ใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า รู้สึกได้เลยว่าความสุขนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริง ตื่นเช้ามาก็ได้ตักบาตรหน้าตลาด ยามสาย เข้าวัดเข้าวาทำบุญ ชื่นชมสถาปัตยกรรมล้านนา บ่ายๆ แวะเที่ยวน้ำพุร้อน ตกเย็นเดินเล่นบนถนนคนเดินที่ยาวเป็นกิโล แวะชิม แวะช้อป ชื่นชมวิถีชีวิตคนเมือง มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมขอใช้พื้นที่หน้านี้แบ่งปันลายแทงความสุขให้กับเพื่อนร่วมทางคอเดียวกัน มามะมาค้นพบตัวตนที่นี่ สถานี…นครลำปาง

rlampangผมและเพื่อนๆ เดินทางออกจากเชียงใหม่ มุ่งตรงสู่นครลำปางด้วยรถตู้ของบริษัท Northwheels Rent-A-Car ด้วยบริการที่สุดยอดมาก พี่คนขับรถชำนาญทาง แถมยังช่วยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมหยอดมุกฮาๆ เป็นระยะๆ ทำให้เราได้ขำ และไม่เครียดไปตลอดทาง

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่พัก อาลัมภางค์ (R-Lampang) เป็นเกสต์เฮาส์สีหวานแหวว มีอยู่ 2 หลังใหญ่ สีเขียวและสีชมพู เราได้ฝั่งสีชมพู มีอยู่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สามารถเชื่อมถึงกันได้ ห้องไม่ใหญ่มาก แต่ก็อบอุ่นน่ารัก และได้บรรยากาศเหมือนมาพักแรมแบบโฮมสเตย์ แถมด้านหลังของโรงแรม บริเวณระเบียงจะติดลำน้ำด้วย แม้วิวจะไม่ถึงกับสวยมาก แต่ก็ถือว่าอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์ใจกลางเมือง สามารถเดินเท้าไปถึงกาดกองต้าแบบชิลล์ๆ โดยไม่ต้องพึ่งยานพาหนะใดๆ สะพานรัษฎาภิเษกก็แค่อยู่ปลายถนนอีกด้าน ร้านอาหารชื่อดังหลายร้าน ก็อยู่ในละแวกนี้เช่นกัน

aroionebaht

จากคำแนะนำของพี่เจ้าของสถานที่  ถ้าจะเติมพลังก่อนตะลุยถนนคนเดิน ที่ร้านเด่นประจำเมือง “อร่อยบาทเดียว” ต้องกินแต่หัววัน เพราะยิ่งดึกคนยิ่งแน่น (อ่านไช้ชวนชิมพากินอาหารถูกปากเมืองลำปางได้ที่นี่) พวกเราเชื่อฟังเป็นอย่างดี เลยโซ้ยอาหารเย็นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า กินอิ่มแปล้จนรู้สึกผิดว่าควรจะเหลือเผื่อท้องไว้กินจุบกินจิบตอนเดินทอดน่องที่กาดกองต้าบ้าง แต่ด้วยความตะกละ ก็ยังไม่ลดละเลิกกินเรื่อยเปื่อยตลอดทางแบบไม่เกรงใจพุง เริ่มด้วยน้ำส้มเช้งคั้นสด ถั่วอบกรอบ ขนมถ้วย (จุ๋ยก้วย) ลูกชิ้นปิ้ง มะม่วงแช่อิ่ม ฯลฯ จนมาหยุดที่จุดสุดท้าย พักจิบกาแฟกับข้าวแต๋นน้ำแตงโม ที่ Art Gallery หม่องโง่ยซิ่น ที่ๆ ทำเอาเคลิ้ม นั่งจุ้มปุ๊กเป็นชั่วโมง เพราะเพลิดเพลินกับงานศิลป์ภาพแขวนผนังที่ทำจากหินทราย (ดูรายละเอียดของงานศิลป์สไตล์ล้านนา ที่มีชื่อว่า มีลาน ได้ที่นี่) พวกเราใช้เวลาตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั่งตลาดเกือบวายที่กาดกองต้า นับเป็นการเดินตลาดที่ไกลและยาวนานที่สุดในรอบปี แต่ก็ชอบนะ

lampangtempในวันรุ่งขึ้นแผนหลักของเราคือ ตะเวนกินอาหารตามลายแทงที่เตรียมไว้ เที่ยวชมวัด และจบทริปด้วยการแวะชมและแช่น้ำพุร้อนที่แจ้ซ้อน แต่ก่อนปฏิบัติการในวันที่สองของเราจะเริ่มขึ้น ผมกับเพื่อนแอบตื่นแต่เช้าขึ้นมาเพื่อสัมผัสอากาศของลำปางที่ได้ชื่อว่าหนาวมาก (ซึ่งต้องพิสูจน์) เราเดินย้อนกลับมาทางตลาดเก่า มุ่งหน้าสู่สะพานรัษฎาภิเศก เพราะเขาบอกว่าวิวดี โชคดีอาจเจอฝูงนกนางนวลบินว่อนด้วย เดินข้ามสะพานมาแล้ว เลยประจวบเหมาะได้มีโอกาสตักบาตรเช้าที่น่าตลาดอีกด้วย ขากลับหาได้เดินมามือเปล่า ยังซื้อน้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋ และหมูปิ้งติดมือมาด้วย เดี๋ยวก่อน อย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่อาหารมื้อเช้า แต่เป็นอาหารกลั้วปาก ก่อนจะบุกไปกินก๋วยจั๊บข้าวสถานีรถไฟ ซึ่งฝากรอยแค้นเอาไว้เมื่อคราวที่แล้ว เพราะดันมาซะสายจนร้านปิดไปเรียบร้อย มาคราวนี้ไม่พลาด ขอจองคิวแรกดอดไปกินเป็นที่นี่ก่อน (อ่านรีวิวร้านป้อก๋วยจั๊บได้ที่นี่) ต่อด้วยบะหมี่น่องไก่อัศวิน (อ่านรีวิวร้านอัศวินชวนชิมได้ที่นี่) และนมัสการวัดศรีชุมแล้วก็ต่อด้วยการกินอีกมื้อที่ ก๋วยเตี๋ยวปู่โย่ง (อ่านรีวิวร้านนิยมโอชาได้ที่นี่) นี่ถ้าร้านโอชาวัฒนาไม่ปิดวันอาทิตย์คงได้สอยอีกร้านเป็นแน่แท้

กินเยอะขนาดนี้ ไม่บอกก็คงพอเดาได้ว่าตลอดทางไปน้ำพุแจ้ซ้อน จะเกิดอะไรขึ้น ก็นอนอืด กันเป็นเบือไง แต่พอถึงที่ได้อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน ตัวงี้เบาโหยงเลย กลับมาถึงเชียงใหม่ ยังพอมีเวลาแวะกินอีกร้านชื่อว่า Nasi Jumpru (อ่านรีวิวร้านนี้ได้ที่นี่) ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ

ตั้งใจจะชวนเพื่อนเที่ยวลำปาง แต่กลายเป็นทริปกินซะฉิบ สำหรับคนที่ไม่เน้นกินให้ข้ามส่วนนี้ไปก็ได้ แต่ก่อนจะพาชมวัด และสถานที่น่าท่องเที่ยวต่างๆ ขอเล่าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองลำปางซะนิดนึง (อ่านเพิ่มเติมที่บทความก่อนหน้านี้ ลำปาง รำพึง ลำพูน)

รู้แล้วจะหนาว

คำว่า “ลำปางหนาว” เป็นคำฮิตที่คนยุคนี้ใช้ในการเปรียบเปรยสภาพอากาศของลำปาง แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีเรื่องราวอีกหลายมิติที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับความอัศจรรย์และความน่าทึ่งของเมืองเก่าแก่แห่งนี้ (อ่านข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเมืองลำปางได้ที่ Wikipedia)

  • ลำปางมีอายุยาวนานถึง 1332 ปี เก่าแก่กว่าเมืองเชียงใหม่ที่มีอายุเพียง 716 ปี
  • เสาหลักเมืองของที่อื่นจะมีเพียง 1 ต้น แต่ที่นี่มีถึง 3 ต้น เพราะว่าย้ายเมืองมาถึง 3 ครั้ง
  • ลำปางเป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดที่มีภูเขาไฟ (ที่ดับแล้ว) คือที่ดอกผาคอกจำป่าแดด และที่ดอยผาคอกหินฟู
  • ศิลปะลายคำ ถือเป็นร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ในเขตภาคเหนือศิลปะลายคำที่ยังคงมีให้เห็นมีเพียง 8 วิหาร (1 แห่งอยู่ที่เชียงใหม่ อีก 7 แห่งอยู่ที่จังหวัดลำปาง)
  • กำแพงเมืองลำปางมีถึง 3 วง (เขลางค์ 1233, อาลัมพางค์ 1251 และเขลางค์ยุคเชียงใหม่ 1844) ปัจจุบันยังเหลือหลักฐานให้เห็นอยู่ แม้บางวงจะถูกรื้อถอนไปแล้ว
  • ลำปางเป็นจังหวัดที่มีวัดพม่าอยู่เยอะ มากถึง 10 แห่ง (เพราะเหตุผลทางประวัติศาสตร์) ได้แก่วัดจองคำ ในอำเภองาว และ อีก 9 แห่งในอำเภอเมืองได้แก่ วัดศรีชุม วัดป่าฝาง วัดม่อนจำศีล วัดม่อนปู่ยักษ์ วัดศรีรองเมือง วัดท่ามะโอ วัดป่ารวก และวัดจองคา (รายละเอียดเพ่ิมเติมที่นี่)

ไหว้พระ 9 วัด นครลำปาง

มาเยือนเมืองลำปางทั้งที ถ้าไม่ได้เข้าวัดทำบุญ ก็จะยังไงๆ อยู่ โดยส่วนตัวผมชอบศิลปะและสถาปัตยกรรมล้านนาของวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ น่าน ลำปาง และ ลำพูน และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่ เพราะวัดพระธาตุลำปางหลวงแห่งนี้ถือเป็นวัดประจำปีเกิด อยู่มานานนมมาไม่ถึงซักที แต่พอมีโอกาสได้มาเยือนลำปาง ก็เล่นมาแบบดับเบิ้ลเลยในปีเดียว กลางปีหนึ่งครั้ง และตบท้ายปลายปีอีกหนึ่งครั้ง

lampanglaung

ในทริปนี้ ผมและเพื่อนๆ ไม่ได้มีโอกาสทัวร์วัดครบทั้ง 9 แห่ง แต่ก็แอบเก็บข้อมูลมากฝากเพื่อนๆ นะครับ (ขอบคุณข้อมูลจากอินทราเอาท์เลทที่รวบรวบข้อมูลที่น่าสนใจของเมืองลำปางไว้ให้ ใครมีโอกาสช่วยกันไปอุดหนุนกันหน่อยครับ)

1. วัดพระธาตุลำปางหลวง : วัดเก่าแก่คู่เมืองลำปางศิลปะล้านนาชั้นครู สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีฉลูและเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า ชมเงาพระธาตุกลับหัวบนมณฑปหลังพระวิหาร เป็นภาพเคลื่อนไหวยังกับฉายภาพด้วยสไลด์โปรเจคเตอร์ (เฉพาะผู้ชายที่สามารถเข้าชมได้)

2. วัดพระธาตุจอมปิง : วัดนี้มีองค์พระธาตุสีทองอร่ามศิลปะล้านนา พบกับเงาสะท้อนของพระธาตุ ซึ่งปรากฎบนพื้นในโบสถ์หลังเก่าสของวัด ผ่านมาจากรูเล็กๆ ข้างโบสถ์คล้ายวัดลำปางหลวง สามารถเข้าชมได้ทั้งชายและหญิง

laihinlaung

3. วัดไหล่หินหลวง : แม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก แต่ก็เป็นวัดศิลปะล้านนาเชียงแสนที่ดูเก่าแก่และงดงามมาก โดยเฉพาะการตกแต่งวิหารและซุ้มประตูโขง ใครที่เคยไปโรงแรมดาราเทวีที่เชียงใหม่ จะรู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับจำลองศิลปะของที่นี่นำไปสร้างใหม่ให้ใหญ่และอลังการกว่าเดิม

4. วัดปงสนุก : เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ใน ต.เวียงเหนือ ได้รับรางวัล Asia-Pacific Heritage Awards of Merit 2008 จากองค์กร UNESCO ตัดวัดแยกเป็นวัดปงสนุกเหนือ-ใต้ อยู่ในบริเวณเดียวกัน ตรงกลางเป็นที่ตั้งของวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งมีพระพุทธรูป 4 องค์ หันพระพักตร์ออก 4 ทิศ

5. สุสานไตรลักษณ์ : แม้จะไม่ใช่วัด แต่เป็นสถานที่ๆ หลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ของจังหวัดลำปางเคยนั่งวิปัสสนากรรมฐานและสั่งสอนลูกศิษย์ ปัจจุบันร่างของท่านก็ยังอยู่ในโรงแก้วของสถานที่แห่งนี้

srichum

6. วัดพระแก้วดอนเต้า : เป็นวัดสำคัญที่เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพม่า มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างในวัดนี้ เช่น พระบรมธาตุดอนเต้า, อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ฯลฯ ถ้าเที่ยวในตัวเมืองต้องไม่พลาดวัดแห่งนี้

7.วัดเจดีย์ซาว : “ซาว” แปลว่า “ยี่สิบ” เป็นวัดที่มีเจดีย์ 20องค์ ศิลปะล้านนาผสมพม่า เชื่อกันว่าใครนับเจดีย์ได้ครบ 20 องค์ ถือว่าเป็นคนมีบุญ ข้างหมู่เจดีย์เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรูปทันใจ” รอบๆ เจดีย์เป็นปูนปั้นรูป 12 นักษัตร

8. วัดศรีชุม : เป็นวันศิลปะพม่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีวิหารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาซ้อนลดหลั่นกันงดงามมาก วิหารหลังเก่านั้นถูกไฟไหม้ เมื่อปี 2535 จึงได้บูรณะขึ้นมาใหม่ตามแบบดั้งเดิม

9. วัดศรีรองเมือง : อยู่ในตัวเมืองบน ถ.ท่าคราวน้อย อายุการสร้างประมาณ 60 ปี ลักษณะเด่นคือ เป็นวิหารไม้ศิลปะพม่าซึ่งมีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น ตกแต่งด้วยไม้ลายฉลุสวยงามมาก เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง

น่าเที่ยว 9 จุด นครลำปาง

เป็นที่น่าเสียดาย ว่าในทริปนี้ ยังเช็คอินไม่ครบทั้ง 9 จุด คงต้องเผื่อไว้สำหรับทริปถัดๆ ไปด้วย แต่ถ้าใครมาเยือนลำปางทั้งที นอกจากไหว้พระ ทำบุญ กินอาหารเหนือแล้ว ผมแนะนำให้ลองแวะชมสถานที่สำคัญๆ ทั้ง 9 แห่งนี้ด้วยครับ

jaesorn4

1. นั่งรถม้าชมเมือง : บริเวณด้านหน้าของพระธาตุลำปางหลวง จะมีบริการรถม้าสุดฮิป พาท่านชมเมืองจากจุดจอดประมาณ 4-5 จุด ในตัวเมือง รอบละ  150-200 บาท ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที (วิ่งตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ห้ามออกนอกลู่นอกทาง)

2. ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย : เชิญชมการแสดงฝึกช้างให้ทำตามสั่ง และทำงานชักลากไม้รอบละ 30 นาที พลาดไม่ได้กับการนั่งช้างชมธรรมชาติ (ถ.ลำปาง-เชียงใหม่ กม.28) สอบถามข้อมูลได้ที่ 0-5424-7871

3. น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน : อยู่ห่างออกมาจากตัวเมืองพอสมควร มีธารน้ำร้อนและบ่อน้ำพุร้อนให้แช่และอาบ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่คุณไม่ควรพลาดกับออนเซนแบบไทยๆ จ่ายเพียง 50++ บาท สามารถแช่ตัวในบ่อน้ำร้อนภายในกระท่อมส่วนตัวแบบไม่ต้องอายใคร มีบริการผ้าขนหนู สบู่ ยาสระผมให้พร้อม เริ่มพิธีการด้วยการล้างตัวให้สะอาด ค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในอ่างน้ำร้อนให้พอเริ่มปรับสภาพ แช่ 2 รอบๆ ละประมาณ 5 นาที ไม่แนะนำให้นอนแช่นานกว่านี้เพราะอาจเป็นลมล้มพับไปได้ ออกมาปั๊บตัวบัวหวิวเลยทีเดียว ถ้าใครไม่ถนัดแนวนี้ ก็ใช้บริการนวดแผนไทย หรือซื้อไข่ไก่มาต้มกินก็ได้ครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 0-5438-0000

4. เหมืองแม่เมาะ : ชมวิวเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า เล่นสไลเดอร์ บนลานหญ้าลาดชันโดยใช้กล่องกระดาษ หาความรู้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ถ่านหินพร้อมชมภาพยนตร์ 3 มิติ หรือเล่นกอล์ฟ พร้อมบริการใน Club House สอบถามข้อมูลที่ 0-5425-4930-5, 0-5425-4934

5. ล่องแพกิ่วลม : เหนือเขื่อนกิ่วลมที่กั้นลำน้ำวัง พบกับการนั่งเรือหางยาว ล่อแพ เล่นน้ำตก-ตกปลา หรือจะพักค้างคืนบนแพเพื่อสัมผัสธรรมชาติกลางป่าเขา สอบถามแพศรีเจริญ 081-764-6324 บ้านสำเภาทอง 087-661-5722 หรือแพวังแก้ว 0-5422-3733

6. ถ้ำผ้าไท : ตื่นเต้นกับการเดินถ้ำขนาดใหญ่ ความยาว 405 เมตร ก่อนเข้าถ้ำ ต้องขึ้นบันได 283 ชั้น ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชมหินงอกหินย้อย (ถ.ลำปาง-งาว กม.62)

กาดกองต้ายามค่ำคืน

กาดกองต้ายามค่ำคืน

ถนนรัษฎาภิเศกยามเช้า

ถนนรัษฎาภิเศกยามเช้า

7. กาดกองต้า : กาดแปลว่าตลาด, กองแปลว่าถนน, ต้าแปลว่าท่าน้ำ กาดกองต้าเป็นตลาดจีนอยู่ขนานริมแม่น้ำวัง เริ่มต้นจากสะพานรัษฎาภิเศก (สะพานขาว) เดินชมนิทรรศการ ลานกิจกรรม กินอาหารริมทาง ซื้อสินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึก ถนนคนเดินที่นี่ถือเป็นความร่วมมือของคนในพื้นที่ที่พร้อมใจรวมพลนำของดีเมืองลำปางมาโชว์เป็นแนวยาวร่วมกิโลกว่าๆ เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึงประมาณ 4 ทุ่ม ถ้าใครตื่นเช้าลองแวะมาใส่บาตรหน้าตลาด ต้นสะพานรัษฎา ขากลับเดินชื่นชมสถาปัตยกรรมของอาคารเก่าแก่คู่ควรแก่การอนุรักษ์ให้ลูกหลานได้ชื่นชม

8. กาดทุ่งเกวียน : ป็นตลาดริมทางถนนเชียงใหม่-ลำปาง ที่คึกคักที่สุด อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปาง 25 กม. เป็นที่จำหน่ายของกิน ของฝาก ของที่ระลึก และสินค้าพื้นบ้านหลากหลายชนิด สอบถาม 0-5422-2612

9. ของฝากเซรามิก : ลำปางขึ้นชื่อเรื่องงานเซรามิกเครื่องปั้นดินเผาอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการแวะชมแวะซื้องานเซรามิก แนะนำที่อินทราเอาท์เลท เพราะเป็นศูนย์จำหน่ายเซรามิกที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ขับรถประมาณ 5 นาทีจากตัวเมืองก็ถึงที่หมาย ชอบที่นี่ตรงที่เขามีสินค้าให้เลือกเยอะมาก มีถ้วยเซรามิกประจำวันเกิด เดือนเกิด และก็รูปปั้นเณรน้อยที่น่ารักน่าชัง เห็นแล้วต้องซื้อให้ได้

ข้อมูลน่ารู้

1. งานเทศกาลพลาดไม่ได้ : ลำปางมีเทศกาลให้เที่ยวทั้ง 3 ฤดู ในหน้าร้อน เร่ิมตั้งแต่เดือนมีนาคม มีงานวันช้างไทย, งานรำลึกประวัติศาสตร์สะพานรัษฎาภิเศก และงานประเพณีฟ้อนผี ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงสงกรานต์ มีงานรำลึกประวัติศาสตร์รถไฟรถม้าลำปาง, งานประเพณีปี๋เมืองใหม่และแห่สลุงหลวง, งานมหกรรมก๋องปู่จา และงานประเพณีฟ้อนผี เจ้าพ่อประตูผา พอตกหน้าฝนในเดือนมิถุนายน ก็มีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ที่วัดม่อนพระยาแช่ และวัดดอยม่วงคา เดือนสิงหาคม มีงานเดิน-วิ่งแม่เมาะมินิฮาล์ฟมาราธอน จัดโดย กฟผ. พอเข้าหน้าหนาว เดือนพฤศจิกายน มีงานประเพณีนมัสการพระธาตุลำปางหลวง, งานล่องสะเปาจาวเวียงละกอน, งานล่องสะเปาจาวไทลื้อ, เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ เดือนธันวาคม มีงานเซรามิกแฟร์, งานสะโตกช้าง, งานฤดูหนาวและงานกาชาดจังหวัดลำปาง และในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงปลายหนาว ก็จะมีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุเสด็จ, งานแต่งงานบนหลังช้าง และงานเทศกาลวนดอกเสี้ยวบาน (ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว เทศบาลนครลำปาง)

2. โรงแรม-ที่พักในตัวเมือง : มาที่ลำปาง ถ้าเป็นไปได้ควรหาที่พักเป็นแนวเกสต์เฮาส์ เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากถนนคนเดินเท่าไหร่ แถมยังได้กลิ่นอายของความเป็นคนในพื้นที่อีกด้วย แนะนำที่ อาลัมภางค์ (0-5422-5278), ริเวอร์ไซด์ (0-5422-7005), ดูข้อมูลเกี่ยวกับที่พักในลำปางได้ที่ เวบของสำนักงานท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง

3. ลิงค์ที่น่าสนใจ : ผมได้รวบรวมลิงค์ที่คิดว่าน่าเป็นประโยชน์ต่อการหาที่พัก ศึกษาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจไว้ที่นี่ครับ

รวมภาพประทับใจที่ลำปาง (15-16/12/2012)

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

 
Leave a comment

Posted by on December 31, 2012 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ไช้ชวนชิม พากินอาหารถูกปากเมืองลำปาง

phontoผมเคยแนะนำสถานที่กินไว้เมื่อครั้งมาเยือนลำปางเป็นครั้งแรก (อ่านลำปาง รำพึง ลำพูน) ครั้งนี้จัดเต็มกว่าเดิม ขอรวบรวมร้านเด็ดให้ครบสูตรความอร่อยของดีเมืองลำปางโดยขออ้างอิงรายชื่อร้านอาหารบางส่วนจากคู่มือ “ของกินถูกใจ เส้นทางกินดื่มที่ต้องลอง” ที่จัดพิมพ์โดยเทศบาลนครลำปาง ซึ่งมีการจัดหมวดหมู่ของกินไว้ค่อนข้างดีมาก ใครต้องการหาแผนที่การเดินทาง พร้อมอ่านรีวิวเพิ่มเติมของแต่ละร้าน ให้คลิ๊กลิงค์ที่ชื่อร้านอาหารได้เลยนะครับ

เริ่มจากประเภท เปิดตำนาน ฮิตตลอดกาล (ร้านอาหารยอดนิยมของคนทั่วไป) มีด้วยกันอยู่ 4 ร้านคือ

1. ร้านก๋วยเตี๋ยวปู่โย่ง มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่านิยมโอชา เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ขึ้นชื่อที่สุดในลำปาง ถ้าใครไม่ได้มาแวะกินถือว่ามาไม่ถึงลำปาง แต่สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อไม่ต้องเสียใจไป เพราะเขามีขายลูกชิ้นหมูด้วยนะครับ (โทร. 054-218251, 081-765-9055)

2. ร้านอร่อยบาทเดียว ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนทิพย์ช้าง อยู่ไม่ไกลจากถนนคนเดินเท่าไหร่ ขายดิบ ขายดี คนแน่นร้านตลอด เพราะว่า รวดเร็ว ราคาถูก และอร่อย(ปานกลาง) ที่มีชื่อร้านว่าอร่อยบาทเดียว หมายถึงข้าวต้มชามละบาทนะครับ แต่กับข้าว ราคาปกติอยู่ที่ 45-70 บาท/จาน นับว่าไม่แพงมาก (โทร. 089-700-9444)

3. ร้านข้าวมันไก่ห้าแยก ร้านอยู่ข้างๆ ธนาคารกรุงศรีฯ ตรงห้าแยก เป็นร้านที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะว่าไก่นุ่ม น่ากิน อาหารธรรมดาๆ แบบนี้แหละที่คนส่วนใหญ่ติดใจ (โทร. 054-322274)

4. ร้านครัวมุกดา จากร้านขนมจีนเล็กๆ ตอนนี้ขยายร้านใหญ่โต อยู่บนถนนสนามบินฝั่งเดียวกับดวงกมลลำปาง จากคำบอกกล่าวของคนเคยไปชิมมา แนะนำเมนูแกงเขียวหวานขนมจีนเส้นสด ขนมจีนน้ำพริก แหนมเนือง ไก่ย่างกับหมูจิ๋ว ตบท้ายด้วยลอดช่อง อิ่มแปล้กันเลยทีนี้ (โทร. 054-315696)

มาถึงประเภท ของกิ๋นพื้นเมือง จำพวกอาหารเมือง ข้าวซอย ขนมจีน ฯลฯ แนะนำร้านดัง 3 ร้านนี้ครับ

5. ร้านข้าวซอยโอมา เป็นร้านที่นิยมของนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนถนนสุขสวัสดิ์ซอย 2 ขายข้าวซอยเนื้อ หมู ที่น้ำกะทิหอมไม่เหมือนร้านอื่น อีกเมนูชวนชิมของร้านนี้ที่ไม่ควรพลาดคือ หมูสเต๊ะและขนมปังหน้าหมู (โทร. 054-226881)

6. ร้านแม่แห ร้านอาหารพื้นเมืองเก่าแก่กลางนครลำปาง อยู่บนถนนอุปราช แนะนำแกงฮังเล ลาบ ไส้อั่ว น้ำพริกอ่อง แกงเลียง ฯลฯ (โทร. 054-221904)

7. ขนมจีนป้าบุญศรี ร้านขนมจีนเก่าแก่ ตั้งอยู่หัวสะพานรัษฎาภิเษก ตรอกวัดเชียงราย (โทร. 054-322162) และ ร้านนิยมเส้น ซึ่งตั้งอยู่บนถนนคนเดิน กาดกองต้า อยู่ตรงข้ามร้านกาแฟหม่องโง่ยซิ่น

ถ้าเป็นอาหารประเภทเส้นก๋วยเตี๋ยว ไช้ชวนชิมภูมิใจนำเสนอ 2 ร้านนี้ครับ

8. ร้านป้อก๋วยจั๊บ ไปถึงสถานีรถไฟลำปางเมื่อไหร่ ต้องเจอร้านนี้แน่นอน ขายตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าไปสายอาจหมดอดกินนะจะบอกให้ เส้นก๋วยจั๊บร้านนี้หนึบๆ น่ากิน น้ำกึ่งข้นกึ่งใส รสชาติเด็ดดวง ยิ่งได้ทานกับหมูกรอบ เครื่องใน และไข่ต้มด้วยแล้วล่ะก็ งานนี้ซู้ดเกลี้ยงจนหมดชามเลย (โทร. 054-227733)

9. ร้านอัศวินชวนชิม คนแถวนี้จะขนานนามร้านนี้ว่า “ร้านบะหมี่อัศวิน” มันคือก๋วยเตี๋ยวน่องไก่ทอด ที่ใช้เส้นบะหมี่ที่รสชาติแปลกไม่เหมือนใคร สามารถเลือกทานได้ใน 3 แบบ คือทานกับน่องไก่ทอด น่องไก่ตุ๋น และสามเซียน (ใส่เนื้อซี่โครงหมูเข้าไปด้วย) (โทร. 054-222066)

หากใครไม่ถูกปากกับรสชาติอาหารไทย จะลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทานอาหารอินเตอร์ หรือฟิวชั่นได้ที่นี่เช่นกัน จากคำแนะนำของเจ้าถิ่น แนะนำไว้ 3 ร้านดังนี้ครับ

10. ร้านริเวอร์ไซด์ เป็นร้านอาหารที่ได้เปรียบเรื่องโลเกชั่น เพราะอยู่ติดริมน้ำวัง บรรยากาศดี จึงถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นประจำ  (โทร. 054-221861, 082-926-7147)

11. ร้านมาเมซอง ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน บรรยากาศเหมาะกับการจิบไวน์ ซดเบียร์ ฟังดนตรีสด ควบคู่ไปกับการทานอาหารอร่อยๆ คนนิยมสั่งไก่ทอดโจรสลัดครับ (โทร. 054-222399)

12. ร้านโอชาวัฒนา เป็นร้านอาหารจีนในตำนานที่เปิดขายเฉพาะวันจันทร์ถึงเสาร์ 9:00-15:00 น.เมนูเด็ดของร้านมีอยู่แค่ 6 อย่างเท่านั้นคือ ขาหมูน้ำแดง เป็ดพะโล้ หมู/เนื้อผัดน้ำมันหอย ไส้กรอกเซี่ยงไฮ้ (ใส่ไข่เค็ม) ต้มจืดเต้าหู้สาหร่าย และคะน้าน้ำมันหอย อร่อยจริงจัง ต้องแวะมาทานให้ได้นะครับ (โทร. 054-221153, 054-218093)

และแล้วก็ได้เวลาล้างปากด้วยการจิบกาแฟกันบ้าง นอกจากกาแฟดอยช้าง วาวี ยังมีร้อนในพื้นที่ๆ น่าสนใจ ขอแนะนำร้านกาแฟเพิ่มเติมอีก 2 ร้าน ได้แก่

13. หม่องโง่ยซิ่น เป็นร้านกาแฟเปิดใหม่ สร้างอยู่บนตึกของคหบดีเก่าชาวพม่า เป็นร้านที่สวยและน่าประทับใจมาก เดินเมื่อยๆ อยู่แถวกาดกองต้า ก็แวะมาจิบกาแฟที่ร้านนี้ได้ แนะนำ ลาเต้และคาปูเย็น ถ้าไม่ชอบทานกาแฟ ลองชามะนาวผสมน้ำผึ้งนะครับ ชุ่มคอดีมาก (โทร. 089-728-6362, 089-522-2842)

14. กาโออิน เป็นร้านกาแฟเล็กๆ บนถนนท่ามะโอ ตกแต่งร้านแนวเรโทร ร้านน่ารักที่หลบมุมอยู่ในย่านเมืองเก่า ถ้ามีโอกาสได้แวะเวียนมาแถวนี้มาจิบกาแฟที่นี่ซักแก้วก็ไม่เลวนะครับ (โทร. 081-765-7172)

ร่วมกันตามหาขุมทรัพย์ลายแทงอาหารจานโปรด กับไช้ชวนชิม ตระเวนกินทั่วไทย ได้บน Wongnai @chaichuanchim เที่ยวลำปางคราวหน้าอย่าลืมพกลายแทงฉบับนี้ติดตัวไปด้วยนะครับ

Wongnai Profile (Dec 2012)

รวมภาพอาหารจานเด็ด

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

ลิงค์รวมฮิตอาหารดังโดยไช้ชวนชิม

 
Leave a comment

Posted by on December 26, 2012 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , ,

เชียงใหม่ บ้านหลังที่ 2 ของคนกรุงเทพฯ

ผมหลงรักเชียงใหม่มานานแล้ว หลงรักจนหัวปักหัวปำ เทียวไล้เทียวขื่ออยู่หลายครั้งต่อปี คงได้เวลาแล้วที่จะเล็งหาที่ดิน หรือที่พักพิงให้มันเป็นเรื่องเป็นราวซักที แต่จะเริ่มยังไง? เลือกอยู่แถวไหน ในเมือง หรือนอกเมืองดี? จะซื้อที่ปลูกบ้านเอง หรือว่าจะซื้อบ้านจัดสรร/คอนโดสร้างเสร็จพร้อมขาย? จะอยู่เอง หรือปล่อยให้เช่าเป็นการลงทุนไปก่อน? แล้วทั้งหมดมันต้องใช้เงินเท่าไหร่ล่ะนี่? คำถามมากมายผุดขึ้นหัว เขาถึงว่าทุกการตัดสินใจมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการซื้อสินทรัพย์ถาวรก้อนโตขนาดนี้ ถ้าไม่มีเงินก้อนโต คงต้องเป็นหนี้หัวฟูกว่าจะผ่อนเงินต้นบวกดอกเบี้ยครบ มูลค่าบ้านคงเบิ้ลเป็นสองเท่าตัว

ผมคงไม่ใช่คนเดียวละมั๊งที่อยากมีบ้านที่สองอยู่ที่เชียงใหม่ และผมคงไม่ใช่คนเดียวเช่นกันที่คิดเวียนวนอยู่กับคำถามเหล่านี้ แม้วันนี้ผมจะยังไม่มีคำตอบทั้งหมด แต่ผมก็ได้เริ่มทำการบ้านบ้างล่ะครับ ขอแบ่งปันข้อมูลบางอย่างเผื่อจะมีใครสนใจย้ายมาอยู่เชียงใหม่พร้อมผม

เหตุผลที่คนอยากย้ายมาอยู่เชียงใหม่

หลายปีมานี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปมาก ถ้าไม่นับเรื่องรถติด กับการเผาป่าเพื่อเก็บเห็ดเผาะ เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่มีความเจริญแบบก้าวกระโดดระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผมได้รับประสบการณ์และเรื่องราวดีๆ จากการมาเยือนเชียงใหม่แทบจะทุกครั้ง ขอบังอาจแต่งคำขวัญประจำเมืองไว้ให้เป็นที่ระลึกว่า “ท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ จิตแจ่มใสเพราะอากาศดี ผู้คนมีน้ำใจ ใส่ใจรักษ์วัฒนธรรม แหล่งอารยธรรม 700 ปี มากมีเรื่องอาหาร เบิกบานยามช้อปปิ้ง ยิ่งห่างนักมักคิดถึง”

  • แหล่งท่องเที่ยว: เชียงใหม่มีที่เที่ยวเยอะมาก ทั้งในเมืองและนอกเมือง ออกไปทางเส้นแม่ริม ไปไกลได้ถึงดอยอินทนนท์ เลี่ยงมาทางสันกำแพง อยากให้แวะแม่กำปอง สวยใสบริสุทธิ์เหมือนไปปายก่อนความเจริญเข้าครอบงำ (อ่าน จะอู้จะอี้จะอั้น ได้ที่นี่ครับ)
  • อากาศดี: อากาศที่เชียงใหม่สดชื่นกว่าที่กรุงเทพฯ หลายเท่าตัวนัก เพราะยังมีต้นไม้ ภูเขา ยังปกคลุมอยู่ในหลายพื้นที่ ยิ่งในช่วงหน้าหนาวถ้าได้อยู่บนดอย มันหนาวจับใจยิ่งนัก ดีใจสุดๆ ก็เวลาที่ได้ขนเสื้อกันหนาวที่เก็บไว้ในตู้่ออกมาใช้บ้างไรบ้าง
  • ผู้คนมีน้ำใจ: คนเชียงใหม่ไม่ใช่แค่งดงามที่หน้าตาเพียงอย่างเดียว พูดก็เพราะ สุภาพ แถมยังมีอัธยาศัยดีด้วย
  • อนุรักษ์วัฒนธรรม: เรายังคงเห็นคนเชียงใหม่นุ่งซิ่น กางจ้องในงานประเพณีสำคัญต่างๆ แม้ว่าความเจริญจะบุกรุกเข้าสู่เมือง แต่เขาก็พยายามรักษาขนมธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณีไว้อย่างสมดุล
  • อารยธรรม 700 ปี: เมืองเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่ากรุงเทพฯ กว่าครึ่งศตวรรษ ศิลปะและเรื่องราวยังคงมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย วัดวาอารามตามก็สวยตามแบบฉบับล้านนา
  • อาหารการกิน: ตั้งใจจะตามเก็บ ตามชิมร้านอาหารชื่อดังให้ครบ แต่แล้วเวียนมาจนจบครบหลายรอบ ก็ยังตระเวนได้ไม่ทั่ว ทั้งข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง ล้วนแต่เป็นของโปรดทั้งนั้น (อ่าน กินไม่ซ้ำ กับ 10 ร้านดังในเมืองเชียงใหม่ ได้ที่นี่ครับ)
  • แหล่งช้อปปิ้ง: เป็นที่รู้กันว่าถนนช้างคลานย่านไนท์บาร์ซ่าร์ และถนนนิมมานเหมินทร์คือแดนสวรรค์แหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว เย็นวันเสาร์ยังมีถนนคนเดินที่วัวลาย ต่อด้วยที่ท่าแพอีกในวันอาทิตย์

นอกเหนือจากเหตุผลส่วนตัวแล้ว เชียงใหม่ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเพราะ พรหมแดนของไทยนั้นเชื่อมกับประเทศพม่าและจีน เมื่อการคมนาคมขนส่งสะดวกขนาดนี้ แถมในอนาคตยังมีโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงตัดผ่านจากเชียงราย เชียงใหม่ ไปยังภูมิภาคอื่นอีก อย่างนี้คงเรียกได้ว่าเชียงใหม่นั้นดูเข้าตากรรมการที่สุดสำหรับการย้ายสำมะโนครัว ณ ชั่วโมงนี้

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เชียงใหม่

จากการสืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่งพบว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่นั้นบูมมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้อำนวยการศูนย์อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ประเมินไว้ว่าเชียงใหม่ในปี 2012 จะมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสูงถึง 241 โครงการ แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 208 โครงการ ที่เหลืออีก 30 กว่าโครงการเป็นอาคารชุด ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองเกือบทั้งหมด แต่เดิมมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประจำพื้นที่อยู่แค่ 2-3 ราย ตอนนี้มีมากเกือบ 20 รายเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่า Supply ตาม Demand หรือ Demand ตาม Supply กันแน่ ไม่ว่าอะไรจะมาก่อนกัน เป็นที่คาดเดากันได้ว่ามูลค่าที่ดินในตัวเมืองเชียงใหม่มีแนวโน้มสูงปรี๊ดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าแน่นอน

ระดับราคาของห้องชุดหรือคอนโดโดยเฉลี่ยของที่่นี่จะตกอยู่ราวๆ 40,000-50,000 บาท ต่อตารางเมตร ถ้าเทียบกับทำเลสุขุมวิทในกรุงเทพฯ ก็นับว่าถูกกว่าเกือบ 3 เท่า ในขณะที่ราคาปล่อยเช่าจะอยู่ที่ 4,500-7,000 บาทต่อเดือน ขนาดห้องที่คนนิยมซื้อคือแบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยประมาณ 31-35 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 1-2 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงบางโครงการอาจตั้งราคา Pre-sale ไว้แพงกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเล และระดับเกรดของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

สรุปว่าใครต้องการซื้ออยู่เอง หรือต้องการลงทุนในระยะยาว คงต้องรีบโกยกันตอนนี้ ก่อนราคาจะขยับสูงขึ้นจนเอื้อมไม่ถึง แต่ถ้าใครต้องการซื้อเก็งกำไรระยะสั้น (โดยไม่ได้มีเงินเก็บเป็นก้อน) ไม่แนะนำนะครับ เพราะเท่าที่ search ดูบนเวบ มีคนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยที่จองปุ๊บ เตรียมขายใบจองปั๊บ ถ้าเกิดขายไม่ออกขึ้นมาล่ะ ก็เท่ากับเป็นภาระที่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์

แสนสิริเผยกลยุทธ์บุกเชียงใหม่

dVienglogoแม้แสนสิริจะไม่ใช่บริษัทแรกๆ ที่บุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นี่ ที่เชียงใหม่ แค่ประเดิมเปิดตัวโครงการ dCONDO Campus Resort ก็ได้ผลตอบรับดีเกินคาด 500 กว่ายูนิตขายหมดเกลี้ยงในเวลา 1.5 ชม. มาเชียงใหม่รอบนี้ผมมีโอกาสได้แวะมาเยี่ยมชมโครงการ dVIENG Santitham โครงการใหม่ของแสนสิริ เป็นคอนโดระดับพรีเมียม Low Rise 5 ชั้น 2 อาคาร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บนถนนหัสดิเสวี ใกล้คูเมือง อยู่ห่างจากถนนนิมมานทร์ประมาณ 2 กม. เห็นจะได้

ความแตกต่างของโครงการนี้กับโครงการอื่นๆ ทั่วไปคือการออกแบบด้วยการผสมผสานสถาปัตยกรรมล้านนากับความเป็น Modern Loft ให้กลมกลืนลงตัวอยู่บนพื้นที่เดียวกัน ทำให้ไม่ดูขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรวมตามคอนเซปต์ “เสน่ห์เวียงเชียงใหม่” โครงการนี้มีเพียง 264 ยูนิต มีห้องอยู่ 3 ขนาด (Studio, 1 Bedroom และ 2 Bedroom) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.3 ล้านบาท ตกเฉลี่ย ตารางละ 77,000 บาท ขนาดว่าราคาแพงกว่าโครงการทั่วไป วันที่เดินทางไปถึงงาน ปรากฎว่าชั้น 1 ชั้น 2 และ ชั้น 5 ถูกบุ็คเต็มไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เช้า ต้องรอวันเปิดแบบ exclusive จริงๆ สำหรับชั้น 3 และชั้น 4 และคาดว่าคงจะหมดเกลี้ยงด้วยความรวดเร็วแน่นอน ขายดีจริงๆ

ก่อนจะพาเพื่อนๆ ชมพื้นที่โดยรอบ ผมขอแอบวิเคราะห์นิดหน่อยว่าทำไมโครงการแสนสิริจึงได้การตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังที่นี่ไม่นาน

1) Brand Awareness: แสนสิริใช้งบโฆษณาปีและไม่น้อยในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก แม้ในบางพื้นที่โครงการจะยังไปไม่ถึง แต่ว่าการรับรู้และการจดจำแบรนด์นั้นได้ผลเกินคาด พออัดสื่อโฆษณาเพิ่มลงไปในพื้นที่อีกรอบ ยิ่งทำให้กระแสตอบรับนั้นเห็นผลเร็วขึ้น ปีนี้นับว่าเป็นปีทองของแสนสิริเพราะสามารถโกยยอดขายในต่างจังหวัดไปแล้วถึง 15,400 บาทจาก 23 โครงการใน 6 จังหวัด (หัวหิน ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ พัทยา และขอนแก่น)

2) Think Global, Act Local: แม้แบรนด์แสนสิริจะมีความเป็นอินเตอร์สูง แต่พอลงไปในแต่ละจังหวัด กลับประยุกต์และปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมและรสนิยมของคนในพื้นที่ ตั้งแต่การเลือกพื้นที่โครงการ การออกแบบงานสถาปัตยกรรม การคัดเลือกผู้รับเหมา วัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่น การกำหนดราคาสินค้า ตลอดจนการทำกิจกรรมทางการตลาดที่แฝงกลิ่นอายของคนบ้านเดียวกัน

3) Demand over Supply: แสนสิริค่อนข้างประสบความสำเร็จในการสร้าง Demand มารองรับ Supply ที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุน จะรู้กันดีว่าโครงการหมู่บ้านจัดสรร หรือคอนโดของแสนสิรินั้นขายได้ราคาดี เพราะว่าเลือกทำเลงาม แถมออกแบบห้องตัวอย่างชนิดที่โดนใจมาก สังเกตได้ว่าทุกโครงการของแสนสิริจะต้องมีการกระพือข่าวสร้าง Demand แท้และเทียมออกมารอก่อนที่จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ของยิ่งหายากยิ่งมีราคาแพง ยิ่งคนแย่งกันเท่าไหร่ยิ่งทำให้คนอยากซื้อมากกว่าเดิมเท่านั้น

4) Customer Relationship Management: อานิสงส์ของการทำกิจกรรมเพื่อรักษาสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทางจิตวิทยาให้คนที่เป็นลูกบ้านนั้นเกิดความผูกพันกับแบรนด์ ในขณะที่ลูกบ้านของโครงการอื่นเกิดความรู้สึกดีปนอิจฉา แม้จะยังไม่สามารถย้ายค่ายมาในทันที แต่เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสมขึ้นมาเมื่อไหร่ แสนสิริก็พร้อมกระโดดเข้าอุ้มขึ้นหิ้งทันที

5) Influencer Marketing: มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงไม่กี่ค่ายที่ให้ความสำคัญต่อการผูกสัมพันธ์กับ Celebrity และ Influencer ผู้ที่ไม่เพียงเป็นผู้กระจายข่าวให้กับสมาชิกและแฟนคลับ บางคนยังมีความสามารถในการโน้มน้าวในการให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อในคำแนะนำและโน้มน้าว

แม้วันนี้อาจจะยังหาคำตอบได้ไม่ครบทุกข้อ แต่ที่แน่ๆ ผมกำลังเฝ้ารอวันที่จะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่เชียงใหม่อย่างที่เคยฝันไว้แน่นอน

Preview โครงการ dVIENG

dviengfrontview dvienggardenview dviengrearview

Gallery ภาพงานเปิดตัว

 
Leave a comment

Posted by on December 22, 2012 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , , ,

ลดหย่อนภาษี ฉบับมนุษย์เงินเดือน

หนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ทำให้คิดได้ว่าหลายคนคงเคยตกอยู่สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือ เงินช็อต หน้าที่การงานไม่รุ่ง มีปัญหากับนาย ซ้ำร้ายยังมีเรื่องดาวรักดาวเลิกเข้ามาแทรกอีกต่างหาก แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน ขอใช้ประสบการณ์ที่มีกว่า 10 ปีในการทำงานเป็นมนูษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป บอกเล่าสู่กันฟังว่าทำยังไงจึงจะมีเงินเหลือเก็บ แถมยังมีหลักประกันมากพอที่จะใช้ชีวิตในวัยก่อนเกษียณได้อย่างสบายๆ ใครอยาก Early Retire ต้องฟังทางนี้

คิดได้ก่อน รวยกว่า

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันนิดนึงว่าอะไรคือศัตรูที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปใช้ชีวิตแบบหลังชนฝา ปากก็บ่นว่าอยากออกจากงานเพราะเบื่อ แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่โยงคงกระพันมานานจนแทบนับปีไม่ถูก ก็เพราะกลัวเงินช็อตนี่เอง ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถูกบริษัทอื่นซื้อตัวไปด้วยค่าตัวที่สูงขึ้น หรือไม่ก็มีคนมาขอ (แต่งงาน) ไปอยู่บ้านมหาเศรษฐี รับรองว่าอายุขัยในการเดินดินกินข้าวแกงนั้นยังอยู่คงทน

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป คุณต้องเริ่มเข้าใจเรื่องการวางแผนการใช้ชีวิต และการวางแผนเรื่องการเงินตั้งแต่ ณ บัดนาว

แผนภูมิ Mind Map ค่าลดหย่อนภาษี (cr: Nipapun)

แผนภูมิ Mind Map ค่าลดหย่อนภาษี (cr: Nipapun)

เนื่องจากผมได้อัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลและเครื่องมือในการประหยัดภาษีต่างๆ ไว้ที่บ้านหลังใหม่ กรุณาแวะเข้าไปอ่านบทความแบบเต็มได้ที่ http://www.somchartlee.com/?p=32 ครับ

 
15 Comments

Posted by on December 9, 2012 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ไปเที่ยวมัลดีฟส์กันดีกว่า

มัลดีฟส์ได้ชื่อว่าเป็นเกาะในฝันของใครหลายๆ คน แต่ทำไมไม่รู้ คนจึงชอบเก็บเกาะแห่งนี้ไว้สำหรับคู่ฮันนีมูน คนโสดอย่างเราร้อนตัว จึงต้องรีบออกมาแก้ข่าว ว่ามัลดีฟส์เป็นของคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าคุณจะชอบความเงียบสงบ หรือคุณชอบเอะอะ ปาร์ตี้ drink drank drunk ก่อนจะติดตามเรื่องราวทริปอลวนของคน(พยายาม)ว่างงาน ผมขอให้คุณทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่าคุณควรจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้ หรือควรจะรอจนกว่า…มัลดีฟส์จะหายไป

Maldives Trip

10 เหตุผลที่คุณควรรีบไปมัลดีฟส์

  1. มัลดีฟส์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแค่ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมายแล้ว
  2. น้ำทะเลเริ่มกัดเซาะหาดเข้ามาเรื่อยๆ รีบแวะมาดูใจก่อนเกาะมัลดีฟส์จะจมหายสู่ใต้ท้องทะเล
  3. เป็นเกาะแห่งมนตรา ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งสนิท ยิ่งอยู่นานยิ่งหลงรัก (หัวปักหัวปำ)
  4. น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา ถ้าโชคดีเห็นปลาโลมาล่ะก็ รีบยกมือไหว้ทันที
  5. คนไม่ค่อยพลุกพล่าน แต่ละรีสอร์ทเฉลี่ยแล้วจะรองรับแขกแค่เป็นหลักร้อย เพราะทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด
  6. มีเพียงหาดทราย ทะเล สายลม กับสองเรา เกาะนี้โรแมนติคเสียจนอยากจะบอกรักใครสักคน (ก็ได้)
  7. แม้เกาะแห่งนี้จะไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แต่อาหารการกินนั้นสมบูรณ์สุดๆ รับรองไม่อดตาย
  8. ประหยัดค่าใช้จ่ายสุดๆ เพราะไม่มีอะไรให้ช้อปนอกจากปลาทูน่าตัวโตๆ ที่เหมาะแก่การซื้อเป็นอาหารปาก
  9. สระน้ำอยู่แค่หน้าบ้าน นอนติดอ่างกินวิวทะเล ในกระท่อมไฮโซ บลูลากูน
  10. สวยทุกมุม ที่แห่งนี้เหมาะกับการถ่ายภาพอัพขึ้น instagram สุดๆ ไม่เชื่อตามไปดูที่ http://instagram.com/somchartlee

รู้อย่างนี้จะชักช้าอยู่ใย รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เตรียมไปเที่ยวทะเลมัลดีฟส์กันดีกว่า อ้อ!!! แล้วอย่าลืมอัพ status บน Facebook ว่า “ช่วงนี้ไม่ว่าง กำลังไปมัลดีฟส์….” รับรองได้ว่าต้องมีคนเสนอหน้าอยากไปเที่ยวด้วย หรือไม่ก็โดนเมนต์กระจาย

clubmed3

เตรียมตัวไปมัลดีฟส์

มัลดีฟส์คือประเทศ ตอนแรกผมก็ยังคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของศรีลังกา แต่พอไปค้นข้อมูลดู ปรากฎว่าเคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ได้รับอิสรภาพมาแล้วตั้งแต่ปี 2508 มัลดีฟส์คือหมู่เกาะ นับรวมทั้งสิ้นมีมากถึงพันกว่าเกาะ แต่ที่มีคนอาศัยอยู่จริงๆ มีเพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ จะไปมัลดีฟส์นั้นไม่ยากอะไร วีซ่าก็ไม่ต้องขอ แค่จองตั๋ว จองที่พัก พกเงินดอลล่าร์ติดตัว แค่นี้ก็อยู่รอดได้แล้ว โรงแรมและรีสอร์ตต่างๆ แถวนี้มักจะคิดแพ็คเกจรวมค่าที่พัก อาหาร และเรือรับส่งระหว่างสนามบินและที่พักอยู่แล้ว คุณจึงสามารถประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ไม่ยาก เว้นแต่ว่าคุณต้องการจะเล่นกีฬาโลดโผน เช่น เจ็ทสกี บอลลูน scuba หรือต้องการซื้อทัวร์ นั่งเครื่องบินรอบเกาะ หรือไปเที่ยวปิคนิคบนเกาะสวาทหาดสวรรค์ อันนี้ก็ถือเป็นกรณีพิเศษ ว่าเป็นตามขนาดกระเป๋า และความบ้าบิ่น หากท่านต้องการทำความรู้จักเกี่ยวกับประเทศมัลดีฟส์มากกว่านี้ (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้ครับ) หรือข้อมูลทั่วไป (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้ครับ)

จองตั๋วเครื่องบิน: สายการบินหลักๆ ที่ไปลงที่ Male (มาเล่) ได้แก่ Bangkok Airways (บินตรง เฉพาะวันจันทร์ พุธ พฤหัส และอาทิตย์), Malaysian Airlines via Kuala Lumpur, Srilankan Airlines via Colombo และ Singapore Airlines via Singapore ราคาของแต่ละที่ไม่ค่อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับ Class ที่บิน (สอบถามตั๋วราคาพิเศษหรือตั๋วโปรโมชั่นจาก Agent) ระยะเวลาที่บิน (ยิ่งต้องต่อเที่ยวบินที่ประเทศอื่น ยิ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางมากเป็นพิเศษ) และระยะเวลาในการจองตั๋ว (ยิ่งจองตั๋วใกล้วันเดินทางยิ่งแพงครับ) ถ้าไม่อยากยุ่งยากวุ่นวาย ขอเชียร์ให้เลือก Bangkok Airways ครับ เพราะเป็น Direct Flight ที่ขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปลงที่มาเล่ตอนราวๆ 4 โมงเย็น (เวลาที่นั่นช้ากว่าเราประมาณ 2 ชั่วโมง) ขากลับถึงเมืองไทยตอนประมาณ 5 ทุ่ม ค่าตั๋วไปกลับเฉลี่ยอยู่ที่ 18,000-25,000 บาท สำหรับชั้น Economy, 40,000-50,000 บาท สำหรับชั้นธุรกิจ (ลองทำการจองตั๋วโดยตรงได้ที่เวบ Bangkok Airways) หรือจะลองติดต่อ Agent ที่คุณไว้ใจครับ

จองที่พัก: จากการค้นหาโรงแรมบนเกาะมัลดีฟส์ผ่านเวบ Agoda ที่มีมากถึง 120 แห่ง โรงแรมส่วนใหญ่ยังมีห้องว่างอยู่ จะแพงหรือถูกขึ้นอยู่ Season หรือขึ้นอยู่กับ type ของห้องที่จองไป ห้องที่มีวิวดีมาก ยิ่งแพงมาก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ราคาโดยเฉลี่ยของห้องพักแนวลากูน (กระท่อมที่ยื่นลงไปในทะเล หรืออยู่ติดทะเล) จะตกอยู่ที่ 10,000++ บาท/คืน ถ้าเป็นช่วงหน้า Low Season ราคาห้องพักอาจจะถูกกว่านี้ แต่ต้องทำใจนะ ช่วงนั้นฝนอาจจะตกมากหน่อย ส่วนช่วงปลายปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถือว่าเป็นช่วง High ราคาที่พักจึงค่อนข้างสูง โรงแรมยอดนิยมที่คนไทยชอบพักกันก็มี Centara Grand Island Resort & Spa, Angsana Ihuru Resort และก็ Club Med (ดูลิสต์รายชื่อโรงแรมพร้อมอัตราค่าที่พักได้ที่ลิงค์นี้ครับ)

เตรียมสัมภาระ: การเตรียมตัวก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนไปเที่ยวทะเลทั่วไป คือต้องพกชุดว่ายน้ำไป (จะทูพีซ หรือวันพีซก็ได้ แต่อย่าถึงขั้นโนพีซนะ เพราะที่นี่เขาไม่มี Nude beach เหมือนในหลายๆ ประเทศ เดี๋ยวจะถูกส่งกลับข้อหาอนาจาร 555 แต่ถ้าจะเปลือยกายเดินเล่นในลากูนส่วนตัว คงไม่มีใครว่าเนาะ) ส่วนใครที่เตรียมตัวไป Snorkel ดำดูปะการังน้ำตื้น หรือ Scuba Diving ก็ให้เตรียมชุดเหมาะสำหรับลงทะเล ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์มานะครับ เพราะเขามีเตรียมไว้ให้ เว้นแต่คุณไม่สามารถใช้ของร่วมกับคนอื่นได้ และถ้าไม่ลำบากจนเกินไป จะพกถุงกันน้ำและกล้องถ่ายภาพใต้น้ำมาด้วยก็ได้ เวลาเห็นปลาสวยงาม จะได้แชะภาพมาอวดคนอื่น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสพยายามจัดหาชุดเก่งและพร็อปให้พร้อมไว้หลายๆ ชุด อย่าให้น้อยหน้าชาวบ้านเขา เราคนไทยขึ้นชื่อเรื่องความเยอะอยู่แล้ว บางที่เขามีธีมปาร์ตี้และกาลาดินเนอร์ด้วย ยังไงก็แต่งตัวให้ถูกกาละเทศะนิดส์นึง นอกจากนี้แล้วอย่าลืมพกครีมกันแดด SPF 50+ ยาแก้เมาเรือ (ใช้เวลานั่งสปีดโบ๊ตประมาณ 25-40 นาที) แว่นกันแดด รองเท้าแตะ และแบตเตอรี่ชาร์จเจอร์และ Adapter (เอาแบบที่สามารถปรับเป็น 3 หัวแบบยุโรปได้) ถ้ามือถือแบตหมดหรือชาร์จไม่ได้ จะรู้สึกหงุดหงิดมากๆ รีสอร์ตแต่ละที่เขาน่าจะมีสัญญาณ Wifi ให้ใช้ ก่อนออกนอกประเทศอย่าลืมตัดสัญญาณ EDGE/GPRS ถ้าไม่อยากเสียค่าโรมมิ่งหรือดาต้าที่แพงเกินเหตุ (ใครที่ใช้ AIS สามารถกด *129*1# แล้วโทรออกเพื่อปิดสัญญาณ เปลี่ยนจากเลข 1 เป็น 2 สำหรับการเปิดสัญญาณอีกครั้ง) เมื่ออุปกรณ์ยังชีพครบถ้วน อย่าลืมเตรียมตัวเตรียมใจไปเที่ยวทะเล ไม่ต้องพกงานมาทำ แค่มีหนังสืออ่านและกล้องถ่ายรูปคู่ใจก็พอ นอกนั้นไปหากิจกรรมทำเอาดาบหน้า อย่ามัวแต่นอน จนลืมตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลบ้าง ไม่งั้นเขาเรียกว่ามาไม่ถึงมัลดีฟส์

room2

เที่ยวสุดคุ้ม ใช้ชีวิตแบบไฮโซ จ่ายแบบโลโซ

เชื่อหรือไม่ว่าผมเดินทางไปเที่ยวมัลดีฟส์ 4 วัน 3 คืนด้วยเงินเพียง 4 หมื่นบาท (รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารทุกมื้อ) ถ้าให้ดูสมเหตุสมผลหน่อยคุณควรจะตั้งงบประมาณไว้ 50,000 บาท เผื่อเหลือเผื่อขาด ดูเหมือนจะแพง แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว มันถูกกว่าไปญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งฮ่องกงอีก เพราะคุณต้องหมดเงินไปกับการช้อปปิ้ง ค่าอาหารการกิน ค่าเดินทางสารพัด ต่อไปนี้คือข้อแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดจะไปมัลดีฟส์อย่างประหยัด แต่ถ้าคุณมีงบไม่อั้นล่ะก็ ไม่ต้องคิดมาก ชีวิตเราใช้ซะ

คำถาม: ควรซื้อตั๋วแยกกับที่พัก หรือควรจองเป็นแพ็กเกจดี?

สำหรับการมาครั้งแรก ผมแนะนำให้ซื้อเป็นแพ็คเกจ เพราะคุณจะกำหนด budget ได้ง่ายกว่า แต่แพ็คเกจที่ว่าไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เพราะส่วนใหญ่โรงแรมและสายการบินจะไม่ได้ทำ co-promotion กัน สันนิษฐานว่าโรงแรมและรีสอร์ตที่มัลดีฟส์เขาก็จะเลือกทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินประจำชาตินั้นๆ รีสอร์ตสัญชาติไทยก็มีเพียงน้อยนิด ซึ่งอาจจะทำแต่โปรโมชั่นลดราคาห้องพักผ่าน Agoda, Tripadvisor ฯลฯ เท่านั้น ยกเว้น Club Med ที่มีสำนักงานขายอยู่ที่เมืองไทย จึงไม่แปลกที่จะเห็น Bangkok Airways กับ Club Med จะจัดโปรโมชั่นแพ็คคู่ให้เห็นเป็นเนืองๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ผ่านเอเยนต์หรือโทรสอบถามที่สำนักงานขายโดยตรง เพราะบางทีราคาพิเศษมันก็ไม่ได้ publish อยู่บนเวบไซต์ ครั้งนี้ผมเลือกจองตั๋วผ่าน Yosotravel ได้ราคาค่อนข้างพิเศษ เพราะว่าจองล่วงหน้านานนับ 3-4 เดือน (ซื้อตอนหน้า Low แต่มาเที่ยวช่วงใกล้ต้นหน้า High) ซื้อจนเกือบลืมไปเลย พอใกล้ถึงวันเดินทาง แทบจะนั่งนับวันนับคืนถอยหลังเลยทีเดียว แบบว่าตื่นเต้นกับประสบการณ์ครั้งแรกอ่ะ สำหรับคนที่เริ่มเชี่ยวและมีข้อมูลเกี่ยวกับมัลดีฟส์มากพอ คุณอาจลองทำการจองตั๋วราคาพิเศษแยกกับที่พักในฝันก็ได้ไม่ว่ากันนะครับ

คำถาม: ควรใช้เวลาสักกี่วัน จึงจะได้ประสบการณ์คุ้มค่ากับการมามัลดีฟส์?

ด้วยความงก ตอนแรกผมจองมาแค่ 3 วัน 2 คืน แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง ขอไม่เล่าในรายละเอียด ทำให้ต้องอยู่พัก 4 วัน 3 คืน นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูก Where where is where where??? ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมแนะนำว่าคุณต้องอยู่ที่มัลดีฟส์อย่างน้อย 3 คืนเพื่อสัมผัสรสชาติทะเลอย่างลึกซึ้ง ถ้ากลัวงบบานปลายให้จัดโปรแกรมอย่างนี้นะครับ พักอยู่ที่ Male (เมืองหลวงของมัลดีฟส์) 1 คืน และอีก 2 คืน ให้พักอยู่บนเกาะที่คุณเลือกเป็นจุดหมายปลายทาง

คืนแรกเน้นซุกหัวนอน ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำความคุ้นเคยกับเมืองมาเล่ซึ่งอยู่ใกล้สนามบินที่สุด ใช้ที่นั่นเป็นฐานทัพในคืนแรก ซื้อทัวร์ออกเรือไปเที่ยวเกาะอื่นแบบ 1-day trip เหมาะมากสำหรับการไปดำน้ำดูปะการังน้ำลึก หรือทะเลน้ำตื้นที่โรงแรม/ที่พักในคืนที่ 2 และ 3 ไม่สามารถพาคุณไปถึง (เลือก route ที่ไม่ซ้ำกัน)

คืนที่สองเดินทางไปยังรีสอร์ตที่คุณจองไว้ เลือกห้องพักแบบธรรมดาที่สุด ที่ Club Med ห้องพักถูกสุดคือห้อง Superior หน้าตาคล้ายบ้านพักสวัสดิการข้าราชการ หลังจากเช็คอินแล้วให้ใช้เวลาส่วนใหญ่ Enjoy กับกิจกรรมนอกห้องนอน เอาแบบให้เหงื่อยโทรมกาย จะได้กินได้เยอะๆ แบบไม่กลัวอ้วน

คืนที่สามขออัพเกรดเป็นห้องแบบลากูน (Lagoon Suites) เป็นกระท่อมที่ยื่นไปในทะเล เห็นวิวทิวทัศน์มัลดีฟส์แบบเต็มตา คืนสุดท้ายนี้เน้นกิจกรรมภายในร่ม (จะทำอะไรก็แล้วแต่วิจารณญาณและจินตนาการส่วนตัว) เนื่องจากห้องพักมันหรูและเก๋สุดเปรียบเทียบกับคืนก่อนหน้านี้ เราควรใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศ นิ่งๆ ชิลล์ๆ เรียกได้ว่าเริ่มต้นอย่างสมบุกสมบันแล้วค่อยมาฟินจบแบบ…สุดยอด

ถ้า 3 คืนมันยังไม่หนำใจ ให้เพิ่มอีก 1 คืนที่มาเล่ เผื่อไว้สำหรับการจัดการเวลาให้เข้ากับตารางของเที่ยวบิน และการออกเรือด้วย จะได้ไม่ฉุกละหุกและหวาดเสียวจนเกินไป เพราะว่าถ้าตกเครื่องตกเรือขึ้นมาล่ะก็ อาจหมดสนุกและแถมยังต้องเสียตังค์เพิ่มโดยใช่เหตุ

คำถาม: อาหารการกิน และค่าครองชีพที่นี่แพงมั๊ย?

ถ้าเทียบกับเมืองหลวงทั่วไป ที่นี่ค่าครองชีพก็ไม่นับว่าแพงมากจนรับไม่ได้ ในเมืองมาเล่ มีตลาดปลา และตลาดสดให้ช้อปพวกผักและผลไม้ ส่วนของใช้และอาหารสำเร็จรูป หาได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ราคาสินค้าค่อนข้างแพงเพราะต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ที่น่าแปลกใจคือผลิตภัณฑ์ของไทยนี่ชนะเลิศนะ ผมเห็นพวกเครื่องแกง เครื่องดื่ม และขนมหลายชนิดเป็นสินค้าที่ผลิตในไทย ยี่ห้อที่คุ้นตานอกจากกระทิงแดงแล้ว ก็ยังมีมาลี, ดัชมิลล์, โมกุ โมกุ, มันฝรั่งยี่ห้อแจ๊กซ์ ฯลฯ

มาถึงที่นี่ไม่ต้องแลกเงินท้องถิ่นมานะ แค่พกเงินดอลล่าร์มาก็พอ ไม่จำเป็นไม่ต้องซื้ออะไร เพราะไม่มีอะไรน่าซื้อ อาหารการกินก็ให้ฝากท้องกับที่โรงแรมทั้ง 3 มือ (ซึ่งส่วนใหญ่จะรวมอยู่ในค่าที่พักอยู่แล้ว) พยายามเลือกกินเมนูปลาเป็นหลัก เพราะเขาจับมาสดๆ ส่วนเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เขานำเข้ามาเกือบหมด รวมถึงกุ้งลอบสเตอร์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็น ไม่ต้องสั่งอาหารนอกเมนู อยากกินหรูกว่านี้ กลับมาเมืองไทยก็ค่อยว่ากัน อย่างที่คลับเมดนี่ บุฟเฟต์ทุกมื้ออยู่แล้ว ทั้งกินและดื่มไม่อั้น อะไรที่ไม่ค่อยอร่อยและไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องกระเสือกกระสนเสกเข้าพุงทั้งหมด ตอนเอาเข้ามันง่าย แต่ตอนเอาออกมันยาก รู้มั๊ย!!!

คำถาม: มาถึงมัลดีฟส์ ควรทำกิจกรรมอะไรบ้าง?

อันนี้แล้วแต่เลย ถ้าคุณเป็นคนโสด คุณคงอยากตื่นขึ้นมาแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น วิ่งจ็อกกิ้งริมชายหาด ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วพอสายๆ ก็ออกเรือไปดำน้ำดูปะการัง กลับมาว่ายน้ำต่อ กินข้าวเที่ยงแล้วก็ไปเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด ตีปิงปอง เหนื่อยแล้วก็หยุดพักอ่านหนังสือ หรือไปนวดสปา นั่งสมาธิ โยคะ ทานอาหารเย็น ดูโชว์ ชวนกันปาร์ตี้ จิบ cocktail กลับเข้าห้องพัก นั่งบวกเลข ฟังเพลง ดูละคร โอ๊ยเยอะ ส่วนคู่รัก ก็เน้นกินนอน อาบแดด แช่น้ำนม ชมจันทร์ อะไรประมาณนั้น ที่มัลดีฟส์มันดีอยู่อย่างก็คือ คุณอยากหยุดเวลา ใช้ชีวิตแบบสโลซบ หรือคุณอยากไฮเปอร์ ถ่างตาทั้งวันทำกิจกรรมไม่รู้เบื่อก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีข้อห้ามเยอะแยะ แต่ขออย่างนึงเหอะ คืออย่ามัวเป็นบังอรเอาแต่นอน ใช้ประสาททั้ง 5 สัมผัสธรรมชาติให้คุ้ม เพราะเมื่อไหร่คุณปิดหู ปิดตา ปิดปาก ปิดจมูก และปิดการสัมผัส เมื่อนั้นคุณไม่ต้องมาไกลถึงมัลดีฟส์ อยู่เมาดีพที่บ้าน จะคุ้มกว่ามั๊ย!

น้ำยี่ห้อคริสตัล

รู้ไว้ใช่ว่า++

  • ชื่อสนามบิน: Ibrahim Nasir International Airport
  • ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร: ภาษาอังกฤษ
  • ศาสนาประจำชาติ: อิสลาม
  • ฤดูน่าเที่ยว: ฤดูร้อน (ธันวาคม-เมษายน) หลังจากนั้นเป็นหน้าฝน
  • น้ำจืดที่ใช้บนเกาะมาจากไหน: มาจากน้ำทะเล ผ่านกระบวนการกรองด้วยเทคโนโลยี
  • ไฟฟ้าที่ใช้มาจากไหน: มาจากการปั่นไฟ และโซล่าร์เซลล์
  • ระบบไฟฟ้า: 220-240 โวลต์ เครื่องไฟฟ้าจากไทย สามารถนำไปใช้ที่มัลดีฟส์ได้ แต่ต้องใช้ปลั๊กขา 3 เหลี่ยม
  • ข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์: ดูได้ที่เวบของ Package Maldives หรือ Maldives Fanclub on Facebook
  • คลับเมดเป็นรีสอร์ตยอดนิยมของคนไทย มีเจ้าหน้าที่คนไทย (เรียกว่า G.O. ย่อมาจาก Gentle Officer) คอยดูแลเทคแคร์ลูกค้าคนไทยโดยเฉพาะ G.O. ไม่เหมือนพนักงานทั่วไป พวกเขาเหล่านี้ใช้เวลา 60% บริหารงานหลักเช่นฝ่ายต้อนรับ งานด้านบัญชี ครัวกลาง บาร์ กิจกรรมทางน้ำ และอีก 40% ของเวลาที่เหลือ ต้องคอย Entertain กินข้าวกับแขก หรือเตรียมการแสดงในช่วงกลางคืน
  • คุณควรฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนออกไปดำดูปะการัง อย่างที่คลับเมด ลูกค้าจะต้องไปลงชื่อทดสอบทักษะการว่ายน้ำก่อนลงเรือสปีดโบ๊ตไปดำดูปะการัง

ผมขอทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยคำขอบคุณแด่ผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นน้องโย @soyoso ที่ช่วยยุแยงจนได้เสียเงินซื้อแพ็คเกจสุดคุ้มสมใจ ขอบคุณเจ้าหน้าที่บางกอกแอร์ทุกท่านที่อำนวยความสะดวกในเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะคุณสดมภ์พล Station Manager ประจำประเทศมัลดีฟส์ ขอบคุณน้องแอนนี่ G.O. ประจำ Club Med Kani ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำตัวเป็นพลเมืองที่กลมกลืนบนเกาะแห่งนี้ ขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางในทริปนี้ เชอร์รี่ และเพื่อนๆ อีกหลายคนที่พบกันระหว่างทาง คุณทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นทริปสุดยอดแห่งปี พบกันใหม่โอกาสหน้า ผมสัญญาว่าจะกลับมาเหยียบผืนทรายบนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้ให้จงได้ Maldives, I love you. 

โลกสวยด้วยแอพ (Gallery ภาพบนเกาะมัลดีฟส์)

ถ้าต้องการติดตามอ่านบทความอื่นๆ ของผม กรุณาแวะเข้าไปชมได้ที่ www.somchartlee.com บ้านหลังใหม่ของ “ที่นี่มีเรื่องเล่า” ครับ

 
1 Comment

Posted by on December 4, 2012 in Uncategorized

 

Tags: , , , , , , , , , ,

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,620 other followers

%d bloggers like this: